ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
เมษายน 21, 2014, 06:27:34 AM
หน้าแรก ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก



SIAMBBGUN.COM  |  TEAMs & FIELDs  |  Airsoft's Field [เปิดสนามพูดคุย]  |  ภาคตะวันออก  |  สนามชมรมบีบีกัน ชลบุรี (ผู้ดูแล: sj92)  |  หัวข้อ: ความรู้ทางทหาร - ทั่วๆไป 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ความรู้ทางทหาร - ทั่วๆไป  (อ่าน 3168 ครั้ง)
หลังเขา
นักรบไร้สังกัด

เพศ: ชาย
ออฟไลน์ ออฟไลน์


คนแน่วแน่เท่านั้น ผู้ชนะ




วันที่สมัครสมาชิก :
[ ธันวาคม 09, 2006 ]
« เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2009, 08:44:23 AM »

Alpha Code

A ..........   ALPHA                   อัลฟ่า
B ..........   BRAVO                  บราโว่               
C ..........   CHARLIE              ชาร์ลี
D ..........   DELTA                   เดลต้า
E ..........   ECHO                     เอ็คโค่
F ..........   FOXTROT            ฟอกซ์ทร็อต
G ..........   GOLF                      กอล์ฟ
H ..........   HOTEL                   โฮเท็ล
I ..........   INDIA                      อินเดีย
J ..........   JULIET                   จูเลียต
K ..........   KILO                         กิโล
L ..........   LIMA                         ลิมา
M ..........   MIKE                        ไมค์
N ..........   NOVEMBER         โนเวมเบอร์
O ..........   OSCAR                   ออสการ์
P ..........   PAPA                       ปาป้า
Q ..........   QUEBEC                 คิวเบค
R ..........   ROMEO                   โรมีโอ
S ..........   SIERRA                   เซียร่า
T ..........   TANGO                    แทงโก้
U ..........   UNIFORM               ยูนิฟอร์ม
V ..........   VICTOR                   วิคเตอร์
W ..........   WHISKY                  วิสกี้
X ..........   X-RAY                      เอ็กซ์เรย์
Y ..........   YANKEE                  แยงกี้
Z ..........   ZULU                        ซูลู
บันทึกการเข้า

"ประสพการณ์" ไม่มีขาย อยากได้ ต้อง "ลุย" เอง

หลังเขา
นักรบไร้สังกัด

เพศ: ชาย
ออฟไลน์ ออฟไลน์


คนแน่วแน่เท่านั้น ผู้ชนะ




วันที่สมัครสมาชิก :
[ ธันวาคม 09, 2006 ]
« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2009, 01:59:48 PM »

TAVOR อาวุธใหม่กองทัพไทย

พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน เป็นผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้จัดซื้อปืน TAVOR TAR 21 มาครั้งหนึ่งแล้ว จำนวน 15,000  กระบอก โดยส่งมอบล็อตสุดท้ายเมื่อปลายเดือนพฤษาคม 2552 ที่ผ่านมา (ปีงบประมาณ  2550)

วันที่ 15 กันยายน 2552  คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบจัดซื้ออาวุธปืนเล็กจู่โจม  TAVOR TAR 21 ขนาด 5.56 ม.ม. จำนวน 13,868 กระบอก วงเงิน 2,777.604 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 964.9 ล้านบาท  (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 15 พ.ค.2552 อัตรา 1 ดอลล่าร์ เท่ากับ 34.74 บาท)  โดยวิธีพิเศษจากบริษัท  ISRAEL WEAPON INDUSTRIES (IWI) ประเทศอิสราเอล

วันที่ 22 กันยายน 2552 ที่ผ่านมา อนุมัติให้กองทัพจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ล็อตใหญ่ วงเงิน 1.1 หมื่นล้านบาท ตามข้อเสนองของกระทรวงกลาโหม  ประกอบด้วย  เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ แบบซีฮอว์ก  วงเงิน 989.9 ล้านบาท  ,เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง 3 ลำ   จำนวน 1,603.1 ล้านบาท ,ปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มิลลิเมตร  (ระยะที่ 3)  จำนวน 14,264 กระบอก วงเงิน 28,570,792 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 976.5 ล้านบาท ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ควบคุมฝูงชนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 4 รายการ เป็นเงิน 81 ล้านบาท

เป็นไปได้ว่า การจัดซื้ออาวุธปืนตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 22 กันยายน น่าจะเป็นชนิดเดียวกับปืน TAVOR TAR 21 ตามมติครม.วันที่ 15 กันยายน  หากเป็นเช่นนี้เท่ากับ ครม.ได้เห็นชอบจัดซื้ออาวุธปืนชนิดนี้ จำนวน 28,132 กระบอก วงเงินประมาณ 1,940.4 ล้านบาท ในรอบ 2 สัปดาห์







บันทึกการเข้า

"ประสพการณ์" ไม่มีขาย อยากได้ ต้อง "ลุย" เอง

หลังเขา
นักรบไร้สังกัด

เพศ: ชาย
ออฟไลน์ ออฟไลน์


คนแน่วแน่เท่านั้น ผู้ชนะ




วันที่สมัครสมาชิก :
[ ธันวาคม 09, 2006 ]
« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 13, 2011, 02:00:37 AM »

ปืนตระกูล M16

Type/ชนิด : Assault Rifle/ไรเฟิลจู่โจม

Caliber/กระสุน : 5.56x45mm NATO

M16A1



M16A2



M16/M203



M16A2/M203



M16A4



M16A4/M203



M16A4/Acog




HK33

Type/ชนิด : Assault Rifle/ไรเฟิลจู่โจม

Caliber/กระสุน : 5.56x45mm NATO

Rate of fire    750 rds/min

Germany



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 13, 2011, 07:00:32 PM โดย หลังเขา » บันทึกการเข้า

"ประสพการณ์" ไม่มีขาย อยากได้ ต้อง "ลุย" เอง

หลังเขา
นักรบไร้สังกัด

เพศ: ชาย
ออฟไลน์ ออฟไลน์


คนแน่วแน่เท่านั้น ผู้ชนะ




วันที่สมัครสมาชิก :
[ ธันวาคม 09, 2006 ]
« ตอบ #3 เมื่อ: มีนาคม 13, 2011, 10:28:47 AM »

เครื่องหมายยศทหาร

http://www1.mod.go.th/opsd/rank/rank.html

คำย่อ ชื่อส่วนราชการ
ค้นหากด Ctrl + F
กรมก่อสร้างและพัฒนา   กรม กสพ.
กรมการขนส่งทหารเรือ   ขส.ทร.
กรมการเงินทหารเรือ   กง.ทร.
กรมการต่อเรือ   กตร.
กรมการไฟฟ้า   กฟฟ.
กรมการอู่   กกอ.
กรมกำลังพล   กพ.
กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ   กพร.ทร.
กรมข่าวทหารเรือ   ขว.ทร.
กรมจเรทหารเรือ   จร.ทร.
กรมช่างโยธา   กชย.
กรมช่างโยธาทหารเรือ   ชย.ทร.
กรมต่อสู้อากาศยาน, กรมต่อสู้อากาศยานที่...   กรม สอ.
กรมต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง   กรม สอ.รฝ.
กรมทหารปืนใหญ่   กรม ป.
กรมทหารราบที่...   กรม ร. ...
กรมเทคนิค   กทน.
กรมธุรการ   ธก.
กรมนาวิกโยธิน   นย.
กรมผสมนาวิกโยธิน   ผส.นย.
กรมแผนการช่าง   กผช.
กรมพลาธิการทหารเรือ   พธ.ทร.
กรมพัฒนาการช่าง   กพช.
กรมแพทย์ทหารเรือ   พร.
กรมยุทธการ   ยก.
กรมยุทธบริการทหารเรือ   ยบ.ทร.
กรมยุทธโยธาทหารเรือ   ยย.ทร.
กรมยุทธศึกษาทหารเรือ   ยศ.ทร.
กรมรักษาความปลอดภัย   กรม รปภ.
กรมรักษาฝั่ง, กรมรักษาฝั่งที่...   กรม รฝ.
กรมโรงงาน   กรง.
กรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ   วศ.ทร.
กรมวิศวกรรมโยธา   กรม วย.
กรมส่งกำลังบำรุง   กบ.
กรมสนับสนุน   กรม สน.
กรมสนับสนุนการช่วยรบ   กรม สนช.
กรมสรรพาวุธทหารเรือ   สพ.ทร.
กรมสวัสดิการทหารเรือ   สก.ทร.
กรมสารบรรณทหารเรือ   สบ.ทร.
กรมสารวัตรทหารเรือ   กรม สห.ทร.
กรมสื่อสารทหารเรือ   สส.ทร.
กรมเสนาธิการทหารเรือ   สธ.ทร.
กรมอิเล็กทรอนิกส์ทหารเรือ   อล.ทร.
กรมอุตุนิยมวิทยา   อต.
กรมอุทกศาสตร์   อศ.
กรมอุทกศาสตร์ทหารเรือ   อศ.
กรมอู่ทหารเรือ   อร.
กองการกำลังพล   กกพ.
กองการกีฬา   กกฬ.
กองการกีฬาและสโมสร   กฬส.
กองการเงิน   กกง.
กองการเงิน กองบังคับการ กรมอู่ทหารเรือ   กง.อร.
กองการเงิน กองบัญชาการ กองเรือยุทธการ   กง.กร.
กองการเงิน กองบัญชาการ ฐานทัพเรือสัตหีบ   กง.ฐท.สส.
กองการเงิน กองบัญชาการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน   กง.นย.
กองการเงินต่างประเทศ   กงต.
กองการจัด   กกจ.
กองการจัดหา   กจห.
กองการจัดหาและจำหน่าย   กจน.
กองการจัดหาและบริการ   กจบ.
กองการจำลองยุทธ์   กจล.
กองการซ่อมบำรุง   กกซ.
กองการฐานทัพและอสังหาริมทรัพย์   กฐท.
กองการต่างประเทศ   กตท.
กองการบินทหารเรือ   กบร.
กองการปกครอง   กปค.
กองการฝึก   กกฝ.
กองการฝึก กองเรือยุทธการ   กฝร.
กองการฝึกพลทหาร   กฝท.
กองการฝึกและศึกษา   กฝศ.
กองการพัสดุทางทหารต่างประเทศ   กพทต.
กองการวิจัยและพัฒนา   กวพ.
กองการศึกษา   กศษ.
กองการศึกษา กองบังคับการ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ   กศษ.ยศ.ทร.
กองการส่งกำลังและบริการ   กลบ.
กองการสงเคราะห์   กสค.
กองการสถิติ   กสถ.
กองกำกับการซ่อมสร้าง   กซส.
กองกำลังพล กองบังคับการ กรมอู่ทหารเรือ   กพ.อร.
กองกำลังพล กองบัญชาการ กรมนาวิกโยธิน   กพ.นย.
กองกำลังพล กองบัญชาการ กองการบินทหารเรือ   กพ.กบร.
กองกำลังพล กองบัญชาการ กองเรือภาคที่ ๑   กพ.กภ.๑
กองกำลังพล กองบัญชาการ กองเรือภาคที่ ๒   กพ.กภ.๒
กองกำลังพล กองบัญชาการ กองเรือภาคที่ ๓   กพ.กภ.๓
กองกำลังพล กองบัญชาการ กองเรือยุทธการ   กพ.กร.
กองกำลังพล กองบัญชาการ ฐานทัพเรือสัตหีบ   กพ.ฐท.สส.
กองกำลังพล กองบัญชาการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน   กพ.นย.
กองกำลังพลและธุรการ กรมการขนส่งทหารเรือ   กพ.ขส.ทร.
กองกำลังพลและธุรการ กองบังคับการ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ   กพ.ยศ.ทร.
กองกำลังพลและธุรการ กองบังคับการ กองเรือยุทธการ   กพ.กร.
กองกิจการพลเรือน   กกพร.
กองกิจการพลเรือน กองบัญชาการ กรมนาวิกโยธิน   กพร.นย.
กองกิจการพลเรือน กองบัญชาการ กองเรือป้องกันฝั่ง   กพร.กปฝ.
กองกิจการพลเรือน กองบัญชาการ กองเรือภาคที่ ๑   กพร.กภ.๑
กองกิจการพลเรือน กองบัญชาการ กองเรือภาคที่ ๒   กพร.กภ.๒
กองกิจการพลเรือน กองบัญชาการ กองเรือภาคที่ ๓   กพร.กภ.๓
กองกิจการพลเรือน กองบัญชาการ
หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน   กพร.นย.
กองกิจการพิเศษ   กกพศ.
กองกิจการสโมสร   กจส.
กองขนส่ง   กขส.
กองข่าว   กขว.
กองข่าว กองบัญชาการ กรมนาวิกโยธิน   ขว.นย.
กองข่าว กองบัญชาการ กองการบินทหารเรือ   ขว.กบร.
กองข่าว กองบัญชาการ กองเรือป้องกันฝั่ง   ขว.กปฝ.
กองข่าว กองบัญชาการ กองเรือภาคที่ ๑   ขว.กภ.๑
กองข่าว กองบัญชาการ กองเรือภาคที่ ๒   ขว.กภ.๒
กองข่าว กองบัญชาการ กองเรือภาคที่ ๓   ขว.กภ.๓
กองข่าว กองบัญชาการ กองเรือยุทธการ   ขว.กร.
กองข่าว กองบัญชาการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน   ขว.นย.
กองคลังพลาธิการ   กคพธ.
กองคลังสรรพาวุธ   กคส.
กองควบคุม   กคค.
กองควบคุมการปฏิบัติการทางอากาศ   กคปอ.
กองควบคุมคุณภาพ   กคภ.
กองควบคุมโครงการ   กคคก.
กองควบคุมงบประมาณ   กคง.
กองควบคุมเรือพาณิชย์   กคพ.
กองค่าใช้จ่ายทั่วไป   กชจ.
กองเครื่องช่วยการศึกษา   กคช.
กองเครื่องหมายทางเรือ   กคม.
กองโครงการและงบประมาณ กองบัญชาการ กองเรือป้องกันฝั่ง   คป.กปฝ.
กองโครงการและงบประมาณ กองบัญชาการ กองเรือยุทธการ   คป.กร.
กองโครงการและงบประมาณ กองบัญชาการ ฐานทัพเรือสัตหีบ   คป.ฐท.สส.
กองโครงการและงบประมาณ กองบัญชาการ
หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน   คป.นย.
กองงบประมาณ   กงป.
กองงบประมาณ กองบัญชาการ กองการบินทหารเรือ   กงป.กบร.
กองเงินเดือน   กงด.
กองจัดการ   กจก.
กองจัดการ กองบังคับการ กรมอู่ทหารเรือ   กจก.อร.
กองจัดการขนส่ง   กจข.
กองจัดแผนงาน   กจง.
กองจัดแผนงานโยธา   กจย.
กองช่างโยธา   กชธ.
กองเชื้อเพลิง   กชพ.
กองซ่อมบริภัณฑ์   กซภ.
กองซ่อมบำรุง   กซร.
กองซ่อมบำรุงและบริการ   กซบ.
กองซ่อมยานยนต์และเครื่องทุ่นแรง   กซย.
กองซ่อมอากาศยาน   กซอ.
กองดุริยางค์ทหารเรือ   ดย.ทร.
กองตรวจเงินและบัญชี   กตช.
กองตรวจทั่วไป   กทป.
กองตรวจทางเทคนิค   กตค.
กองตรวจบัญชีที่ ๑   กตช.๑
กองตรวจบัญชีที่ ๒   กตช.๒
กองตรวจบัญชีที่ ๓   กตช.๓
กองตรวจพัสดุและทรัพย์สิน   กตส.
กองตรวจพิเศษ   กตพ.
กองตรวจรับ   กรร.
กองตรวจสอบและวิเคราะห์   กตว.
กองตรวจสอบสภาพยุทโธปกรณ์ กองบัญชาการ
กองเรือยุทธการ   ตส.กร.
กองต่อสู้อากาศยาน   สอ.
กองทดสอบสรรพาวุธ   กทว.
กองทหารช่าง   กอง ช.
กองทหารสื่อสาร   กอง.ส.
กองทะเบียนพล   กทพ.
กองทัพเรือ ทหารเรือ   ทร.
กองธุรการ   กธก.
กองธุรการ กองบังคับการ กรมอู่ทหารเรือ   ธก.อร.
กองธุรการและกำลังพล   กธพ.
กองธุรการและกำลังพล กองบัญชาการ กองเรือป้องกันฝั่ง   กธพ.กปฝ.
กองนโยบายและแผน   กนผ.
กองนักเรียน   กนร.
กองนักเรียนจ่า   กอง นรจ.
กองนักเรียนชั้นประทวน   กอง นรป.
กองนักเรียนนายเรือ   กอง นนร.
กองนักเรียนนายเรือ รักษาพระองศ์ โรงเรียนนายเรือ   กอง นนร.รอ.รร.นร.
กองนายทหารนักเรียน   กอง นทน.
กองบริการ   กบก.
กองบริหารงานช่าง   กงช.
กองบริหารงานซ่อมสร้าง   กซส.
กองบริหารทรัพยากร   กบท.
กองบังคับการกรม กรมทหารปืนใหญ่   บก.กรม ป.
กองบังคับการกรม กรมทหารราบที่ ...   บก.กรม ร. ...
กองบังคับการกรม กรมสนับสนุน   บก.กรม สน.
กองบังคับการกรมทหารราบที่ ๓ รักษาพระองศ์
กรมนาวิกโยธิน   บก.กรม.ร.๓
รอ.นย.
กองบังคับการกรมทหารราบที่ ๓ รักษาพระองศ์
กองพลนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน   บก.กรม.ร.๓
รอ.พล.นย.
กองบัญชาการ กองบังคับการ   บก.
กองบัญชี   กบช.
กองบัญชีและการเงิน   กบง.
กองปฏิบัติการข่าว   กปข.
กองปฏิบัติการจิตวิทยา   กปจ.
กองปฏิบัติการฐานบิน   กฐบ.
กองประชาสัมพันธ์   กปส.
กองประวัติศาสตร์   กปศ.
กองป้องกันสถานี   ปส.
กองปืนใหญ่รักษาฝั่ง   ปฝ.
กองผลิตและซ่อมบำรุง   กผบ.
กองผลิตและบริการข่าวสาร   กผข.
กองแผนการกำลังพล   กผพ.
กองแผนการช่าง   กผกช.
กองแผนการช่าง กองบัญชาการ กองการบินทหารเรือ   กผช.กบร.
กองแผนการช่าง กองบัญชาการ กองเรือยุทธการ   กผช.กร.
กองแผนงานฝ่ายบก   กผงบ.
กองแผนงานฝ่ายเรือ   กผงร.
กองแผนงานฝ่ายอากาศยาน   กผงอ.
กองแผนและโครงการ   กผค.
กองแผนและโครงการ กองบังคับการ กรมอู่ทหารเรือ   กผค.อร.
กองแผนและประมาณการช่าง   กผป.
กองแผนและพัฒนา   กผฒ.
กองแผนและวิเคราะห์ระบบ   กผว.
กองฝึกการช่างกล   กฝล.
กองฝึกการอาวุธ   กฝอ.
กองฝึกปฏิบัติการ   กฝป.
กองฝึกศูนย์ยุทธการ   กฝย.
กองพระธรรมนูญ   กธน.
กองพลนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน   พล.นย.
กองพลศึกษา   กพล.
กองพลาธิการ   กพธ.
กองพัฒนาการช่าง   กพกช.
กองพัฒนาการบริหาร   กพห.
กองพัฒนาการฝึก   กพฝ.
กองพัน   พัน.
กองพันกองบังคับการ   พัน.บก.
กองพันก่อสร้างและพัฒนา, กองพันก่อสร้างและพัฒนาที่...   พัน.กสพ.
กองพันซ่อมบำรุง   พัน.ซบร.
กองพันต่อสู้อากาศยาน กรมต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง   พัน.สอ.กรม สอ.รฝ.
กองพันต่อสู้อากาศยาน, กองพันต่อสู้อากาศยานที่...   พัน.สอ.
กองพันทหารขนส่ง   พัน.ขส.
กองพันทหารช่าง   พัน.ช.
กองพันทหารปืนใหญ่   พัน.ป.
กองพันทหารปืนใหญ่กลางกระสุนวิถีโค้ง   พัน.ปกค.
กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน   พัน.ปตอ.
กองพันทหารปืนใหญ่เบากระสุนวิถีโค้งที่...   พัน.ปบค. ...
กองพันทหารราบที่ ๙ รักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ ๓
กองพลนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน   พัน.ร.๙ รอ.
กรม.ร.๓ พล.นย.
กองพันทหารราบที่ ๙ รักษาพระองศ์ กรมทหารราบที่ ๓
กรมนาวิกโยธิน   พัน.ร.๙ รอ.
กรม.ร.๓ นย.
กองพันทหารราบที่....   พัน.ร. ...
กองพันทหารราบที่.... , กองพันทหารราบนาวิกโยธินที่....   พัน.ร. ....
กองพันทหารสื่อสาร   พัน.ส.
กองพันบริการ   พัน.บร.
กองพันฝึกที่ ...   พัน.ฝ. ...
กองพันพยาบาล   พัน.พ.
กองพันรถถัง   พัน.ถ.
กองพันรถสะเทินน้ำสะเทินบก   พัน.รนบ.
กองพันรักษาฝั่ง กรมต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง   พัน.รฝ.กรม สอ.รฝ.
กองพันรักษาฝั่ง, กองพันรักษาฝั่งที่...   พัน.รฝ.
กองพันลาดตระเวน   พัน.ลว.
กองพันวิศวกรรมโยธา   พัน.วย.
กองพันวิศวกรรมโยธาที่ ๑ กรมวิศวกรรมโยธา   พัน.๑ กรม วย.
กองพันวิศวกรรมโยธาที่ ๒ กรมวิศวกรรมโยธา   พัน.๒ กรม วย.
กองพันสารวัตร   พัน.สห.
กองพันสื่อสารและอิเล็กทรอนิกส์   พัน.สอล.
กองพัสดุช่าง   กพด.
กองพาหนะทหารเรือ   พน.ทร.
กองยุทธการ   กยก.
กองยุทธการ กองบัญชาการ กรมนาวิกโยธิน   ยก.นย.
กองยุทธการ กองบัญชาการ กองการบินทหารเรือ   ยก.กบร.
กองยุทธการ กองบัญชาการ กองเรือป้องกันฝั่ง   ยก.กปฝ.
กองยุทธการ กองบัญชาการ กองเรือภาคที่ ๑   ยก.กภ.๑
กองยุทธการ กองบัญชาการ กองเรือภาคที่ ๒   ยก.กภ.๒
กองยุทธการ กองบัญชาการ กองเรือภาคที่ ๓   ยก.กภ.๓
กองยุทธการ กองบัญชาการ กองเรือยุทธการ   ยก.กร.
กองยุทธการ กองบัญชาการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน   ยก.นย.
กองยุทธการและข่าว กองบัญชาการ ฐานทัพเรือสัตหีบ   ยก.ฐท.สส.
กองยุทธกีฬา   กยธ.
กองรถยนต์   กรย.
กองรถสะเทินน้ำสะเทินบก   กอง รนบ.
กองรบพิเศษ, กองรบพิเศษที่...   รพศ.
กองรบพิเศษที่ ๑   รพศ.๑
กองรบพิเศษที่ ๒   รพศ.๒
กองรบพิเศษที่ ๓   รพศ.๓
กองรวบรวมและตรวจสอบข้อมูล   กรต.
กองร้อยกองบังคับการและบริการ   ร้อย.บก.และบริการ
กองร้อยกองบัญชาการ กองบัญชาการ
หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน   ร้อย.บก.นย.
กองร้อยกองบัญชาการกองพล กองพลนาวิกโยธิน
หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน   ร้อย.บก.พล.นย.
กองร้อยก่อสร้าง   ร้อย.กส.
กองร้อยขนส่ง   ร้อย.ขส.
กองร้อยเครื่องมือกล   ร้อย.คมก.
กองร้อยเครื่องยิงลูกระเบิดหนัก   ร้อย.ค.หนัก
กองร้อยช่าง   ร้อย.ช.
กองร้อยช่างก่อสร้าง   ร้อย.ชกส.
กองร้อยช่างเครื่องมือ   ร้อย.ชคม.
กองร้อยช่างใต้น้ำ   ร้อย.ชตน.
กองร้อยช่างไฟฟ้าและประปา   ร้อย.ฟป.
กองร้อยช่างโยธา   ร้อย.ยธ.
กองร้อยซ่อมบำรุง   ร้อย.ซบร.
กองร้อยต่อสู้รถถัง   ร้อย.ตถ.
กองร้อยต่อสู้อากาศยาน, กองร้อยต่อสู้อากาศยานที่...   ร้อย.สอ.
กองร้อยทหารขนส่งรถยนต์บรรทุกเบา   ร้อย.รยบ.เบา
กองร้อยทหารขนส่งรถยนต์บรรทุกผสม   ร้อย.รยบ.ผสม
กองร้อยทหารช่าง   ร้อย.ช.
กองร้อยทหารปืนใหญ่กลางกระสุนวิถีโค้ง   ร้อย.ปกค.
กองร้อยทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ ...   ร้อย.ปตอ.
กองร้อยทหารปืนใหญ่เบากระสุนวิถีโค้ง   ร้อย.ปบค.
กองร้อยทางสายและวิทยุถ่ายทอด   ร้อย.ทางสายและ
ว.ถ่ายทอด
กองร้อยที่... ,กองร้อย   ร้อย. ...
กองร้อยบริการ   ร้อย.บร.
กองร้อยบังคับการ   ร้อย.บก.
กองร้อยบิน   ร้อย.บ.
กองร้อยปฏิบัติการจิตวิทยา   ร้อย.ปจว.
กองร้อยป้องกัน, กองร้อยป้องกันที่...   ร้อย.ปก.
กองร้อยฝึกที่...   ร้อย.ฝ.
กองร้อยพยาบาล   ร้อย.พ.
กองร้อยพยาบาลสนับสนุน   ร้อย.พ.สนับสนุน
กองร้อยรถขึ้นบก   ร้อย.รบ.
กองร้อยรถถัง   ร้อย.ถ.
กองร้อยรถยนต์บรรทุกที่ ...   ร้อย.รยบ. ...
กองร้อยรถสะเทินน้ำสะเทินบก   ร้อย.รนบ.
กองร้อยรักษาความปลอดภัยที่ ....   ร้อย.รปภ.ที่...
กองร้อยรักษาฝั่ง, กองร้อยรักษาฝั่งที่...   ร้อย.รฝ.
กองร้อยลาดตระเวน   ร้อย.ลว.
กองร้อยลาดตระเวนยานยนต์   ร้อย.ลว.ยน.
กองร้อยลาดตระเวนสะเทินน้ำสะเทินบก   ร้อย.ลว.นบ.
กองร้อยวิทยุและศูนย์ข่าว   ร้อย.ว.และศูนย์ข่าว
กองร้อยส่งกำลัง   ร้อย.สล.
กองร้อยส่งกำลังและบริการ   ร้อย.สล.และบริการ
กองร้อยสนับสนุนการยกพลขึ้นบก   ร้อย.สนยบ.
กองร้อยสะพาน   ร้อย.สน.
กองร้อยสารวัตร   ร้อย.สห.
กองร้อยสื่อสาร   ร้อย.ส.
กองรักษาความปลอดภัย   กรภ.





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 13, 2011, 06:23:30 PM โดย หลังเขา » บันทึกการเข้า

"ประสพการณ์" ไม่มีขาย อยากได้ ต้อง "ลุย" เอง

หลังเขา
นักรบไร้สังกัด

เพศ: ชาย
ออฟไลน์ ออฟไลน์


คนแน่วแน่เท่านั้น ผู้ชนะ




วันที่สมัครสมาชิก :
[ ธันวาคม 09, 2006 ]
« ตอบ #4 เมื่อ: มีนาคม 13, 2011, 11:03:00 AM »

กองรักษาความปลอดภัย กรมสรรพาวุธทหารเรือ   กอง รปภ. สพ.ทร.
กองรักษาความปลอดภัย กองการบินทหารเรือ
กองเรือยุทธการ   กอง รปภ.กบร.กร.
กองรักษาความปลอดภัย ฐานทัพเรือกรุงเทพ   กอง รปภ.ฐท.กท.
กองรักษาความปลอดภัย ฐานทัพเรือพังงา   กอง รปภ.ฐท.พง.
กองรักษาความปลอดภัย ฐานทัพเรือสงขลา   กอง รปภ.ฐท.สข.
กองรักษาความปลอดภัย ฐานทัพเรือสัตหีบ   กอง รปภ.ฐท.สส.
กองรักษาความปลอดภัย สถานีทหารเรือกรุงเทพ   กอง รปภ.สน.กท.
กองรักษาความปลอดภัย สถานีทหารเรือสงขลา   กอง รปภ.สน.สข.
กองเรือเฉพาะกิจ   กก.
กองเรือดำน้ำ   กดน.
กองเรือตรวจอ่าว   กตอ.
กองเรือทุ่นระเบิด   กทบ.
กองเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์   กบฮ.
กองเรือบริการ   กบก.
กองเรือปราบเรือดำน้ำ   กปด.
กองเรือป้องกันฝั่ง   กปฝ.
กองเรือฝึกภาค   กฝ.
กองเรือฟริเกต, กองเรือฟริเกตที่....   กฟก.
กองเรือฟริเกตที่ ๑   กฟก.๑
กองเรือฟริเกตที่ ๒   กฟก.๒
กองเรือภาค, กองเรือภาคที่....   กภ.
กองเรือภาคที่ ๑   กภ.๑
กองเรือภาคที่ ๒   กภ.๒
กองเรือภาคที่ ๓   กภ.๓
กองเรือยกพลขึ้นบก   กยพ.
กองเรือยุทธการ   กร.
กองเรือยุทธบริการ   กยบ.
กองเรือลำน้ำ   กลน.
กองโรงงาน   กงน.
กองโรงงานเครื่องกล   กรก.
กองโรงงานช่างแสง   กรช.
กองโรงงานต่อเรือไม้และบริการ   กรม.
กองโรงงานต่อเรือเหล็ก   กรล.
กองโรงงานเบ็ดเตล็ด   กบต.
กองโรงงานผลิตลูกปืน   กผล.
กองโรงงานไฟฟ้า   กฟฟ.
กองโรงงานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์   กรฟ.
กองโรงงานไฟฟ้าอาวุธ   กฟอ.
กองโรงงานเรือเหล็ก   กรล.
กองโรงพิมพ์   กรพ.
กองเลขานุการ   กลก.
กองวิเคราะห์และทดสอบ   กวทส.
กองวิจัยและพัฒนา   กวจพ.
กองวิจัยและพัฒนายุทโธปกรณ์   กวพย.
กองวิจัยและพัฒนาหลักการ   กวพล.
กองวิชากฎหมายและสังคมศาสตร์   กวกส.
กองวิชาการ   กวช.
กองวิชาการพิเศษ   กวศ.
กองวิชาการเรือและการเดินเรือ   กวกด.
กองวิชาการและระบบงาน   กกร.
กองวิชาการอาวุธและยุทธวิธี   กวอย.
กองวิชาคณิตศาสตร์   กวณ.
กองวิชาบริหารงานและวิเคราะห์   กวบว.
กองวิชาฟิสิคส์และเคมี   กวฟค.
กองวิชามนุษยศาสตร์   กวมษ.
กองวิชายุทธศาสตร์   กวยศ.
กองวิชาวิศวกรรมเครื่องกลเรือ   กววร.
กองวิชาวิศวกรรมเครื่องกลและการต่อเรือ   กวกต.
กองวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า   กวฟฟ.
กองวิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์   กวฟอ.
กองวิชาวิศวกรรมศาสตร์   กววศ.
กองวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ   กวอก.
กองวิชาวิศวกรรมอุทกศาสตร์   กววอ.
กองวิชาสงครามทางเรือและวิชาทหาร   กวสท.
กองวิชาเสนาธิการกิจ   กวสธ.
กองวิทยาการ   กวก.
กองวิทยาการและนิรภัยการบิน กองบัญชาการ
กองการบินทหารเรือ   กวน.กบร.
กองวิทยาศาสตร์ทหารเรือ   วศ.ทร.
กองวิทยุสื่อสาร   กวอ.
กองเวชกรรมป้องกัน   กกป.
กองเวชบริภัณฑ์   กวภ.
กองเวชศาสตร์ใต้น้ำและการบิน   กวตบ.
กองศึกษายุทธศาสตร์   กศย.
กองศึกษาและวิจัย   กศว.
กองศึกษาการสงครามทางเรือ   กศร.
กองส่งกำลังบำรุง กองบังคับการ กรมอู่ทหารเรือ   กบ.อร.
กองส่งกำลังบำรุง กองบังคับการ กองเรือยุทธการ   กบ.กร.
กองส่งกำลังบำรุง กองบัญชาการ กรมนาวิกโยธิน   กบ.นย.
กองส่งกำลังบำรุง กองบัญชาการ กองการบินทหารเรือ   กบ.กบร.
กองส่งกำลังบำรุง กองบัญชาการ กองเรือป้องกันฝั่ง   กบ.กปฝ.
กองส่งกำลังบำรุง กองบัญชาการ กองเรือภาคที่ ๑   กบ.กภ.๑
กองส่งกำลังบำรุง กองบัญชาการ กองเรือภาคที่ ๒   กบ.กภ.๒
กองส่งกำลังบำรุง กองบัญชาการ กองเรือภาคที่ ๓   กบ.กภ.๓
กองส่งกำลังบำรุง กองบัญชาการ กองเรือยุทธการ   กบ.กร.
กองส่งกำลังบำรุง กองบัญชาการ ฐานทัพเรือสัตหีบ   กบ.ฐท.สส.
กองส่งกำลังบำรุง กองบัญชาการ
หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน   กบ.นย.
กองสถิติและวิจัย   กถจ.
กองสนับสนุน   กอง สน.
กองสนับสนุนการบิน   กสน.
กองสมุทรศาสตร์   กมศ.
กองสร้างแผนที่   กรผ.
กองสารบรรณ   กสบ.
กองสำรวจแผนที่   กรท.
กองสำรอง   กสร.
กองสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการ กองเรือป้องกันฝั่ง   สสส.กปฝ.
กองสื่อสาร กองบัญชาการ กองการบินทหารเรือ   สส.กบร.
กองสื่อสาร กองบัญชาการ กองเรือป้องกันฝั่ง   สส.กปฝ.
กองสื่อสาร กองบัญชาการ กองเรือภาคที่ ๑   สส.กภ.๑
กองสื่อสาร กองบัญชาการ กองเรือภาคที่ ๒   สส.กภ.๒
กองสื่อสาร กองบัญชาการ กองเรือภาคที่ ๓   สส.กภ.๓
กองสื่อสาร กองบัญชาการ กองเรือยุทธการ   สส.กร.
กองสื่อสารทางทัศนะและโทรศัพท์   กทศ.
กองเสมียนตรา   กสม.
กองห้องทดลอง   กหล.
กองอนุศาสนาจารย์   กอศ.
กองออกแบบ   กอบ.
กองออกแบบกลจักร   กอจ.
กองออกแบบต่อเรือ   กอร.
กองออกแบบไฟฟ้า   กอฟ.
กองออกแบบโยธา   กอธ.
กองออกแบบและทดลองเรือ   กอบร.
กองอาชีวสงเคราะห์   กชส.
กองอาวุธปล่อยนำวิถี   กอว.
กองอำนวยการสื่อสาร   กอส.
กองอุตุนิยมวิทยา   กอต.
กองอุปกรณ์การเดินเรือ   กกด.
กองเอกสารวิจัย   กอวจ.
การท่าเรือสัตหีบ   กทส.
ฐานทัพเรือ   ฐท.
ฐานทัพเรือกรุงเทพ   ฐท.กท.
ฐานทัพเรือพังงา   ฐท.พง.
ฐานทัพเรือสงขลา   ฐท.สข.
ฐานทัพเรือสัตหีบ   ฐท.สส.
ฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด   ฐตร.
ท่าเรือจุกเสม็ด   ทจม.
ท่าเรือทุ่งโปรง   ททป.
ท่าเรือแหลมเทียน   ทลท.
บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด   บอท.
ป้อมพระจุลจอมเกล้า   ปจปร.
ฝ่ายกรรมวิธีข้อมูล กองบัญชาการ
หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน   ฝ่าย กม.นย.
ฝ่ายการขนส่ง กองบัญชาการ กรมนาวิกโยธิน   ฝ่าย ขส.นย.
ฝ่ายการข่าว กองบัญชาการ
หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง   ฝ่าย ขว.สอ./รฝ.
ฝ่ายการเงิน กองบัญชาการ กรมนาวิกโยธิน   ฝ่าย กง.นย.
ฝ่ายการเงิน กองบัญชาการ
หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง   ฝ่าย กง.สอ./รฝ.
ฝ่ายการจเร กองบัญชาการ กรมนาวิกโยธิน   ฝ่าย จร.นย.
ฝ่ายการจเร กองบัญชาการ
หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน   ฝ่าย จร.นย.
ฝ่ายการช่างโยธา กองบัญชาการ
หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง   ฝ่าย ชย.สอ./รฝ.
ฝ่ายการแพทย์ กองบัญชาการ กรมนาวิกโยธิน   ฝ่าย พ.นย.
ฝ่ายการแพทย์ กองบัญชาการ
หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง   ฝ่าย พ.สอ./รฝ.
ฝ่ายการแพทย์ กองบัญชาการ
หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน   ฝ่าย พ.นย.
ฝ่ายการสื่อสารและอิเล็กทรอนิกส์ กองบัญชาการ
หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง   ฝ่าย สส.สอ./รฝ.
ฝ่ายการสื่อสารและอิเล็กทรอนิกส์ กองบัญชาการ
หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน   ฝ่าย สส.อล.นย.
ฝ่ายการสื่อสารและอีเลคทรอนิค กองบัญชาการ
กรมนาวิกโยธิน   ฝ่าย อล.นย.
ฝ่ายกำลังพล กองบัญชาการ
หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง   ฝ่าย กพ.สอ./รฝ.
ฝ่ายกิจการพลเรือน กองบัญชาการ
หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง   ฝ่าย กร.สอ./รฝ.
ฝ่ายควบคุมการขึ้นสู่เรือ กองบัญชาการ กรมนาวิกโยธิน   ฝ่าย กขร.นย.
ฝ่ายควบคุมการขึ้นสู่เรือ กองบัญชาการ
หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน   ฝ่าย กขร.นย.
ฝ่ายงบประมาณ กองบัญชาการ
หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง   ฝ่าย งป.สอ./รฝ.
ฝ่ายทหารขนส่ง กองบัญชาการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน   ฝ่าย ขส.นย.
ฝ่ายทหารช่าง กองบัญชาการ กรมนาวิกโยธิน   ฝ่าย ช.นย.
ฝ่ายทหารช่าง กองบัญชาการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน   ฝ่าย ช.นย.
ฝ่ายบริการ   ฝบก.
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กองบัญชาการ กรมนาวิกโยธิน   ฝ่าย ปชส.นย.
ฝ่ายพระธรรมนูญ กองบัญชาการ กรมนาวิกโยธิน   ฝ่าย ธน.นย.
ฝ่ายพระธรรมนูญ กองบัญชาการ
หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง   ฝ่าย ธน.สอ./รฝ.
ฝ่ายพระธรรมนูญ กองบัญชาการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน   ฝ่าย ธน.นย.
ฝ่ายพลาธิการ กองบัญชาการ กรมนาวิกโยธิน   ฝ่าย พธ.นย.
ฝ่ายพลาธิการ กองบัญชาการ
หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง   ฝ่าย พธ.สอ./รฝ.
ฝ่ายพลาธิการ กองบัญชาการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน   ฝ่าย พธ.นย.
ฝ่ายยุทธการ กองบัญชาการ
หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง   ฝ่าย ยก.สอ./รฝ.
ฝ่ายวิชาการ   ฝวก.
ฝ่ายศึกษา   ฝศษ.
ฝ่ายส่งกำลังบำรุง กองบัญชาการ
หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง   ฝ่าย กบ.สอ./รฝ.
ฝ่ายสรรพาวุธ กองบัญชาการ กรมนาวิกโยธิน   ฝ่าย สพ.นย.
ฝ่ายสรรพาวุธ กองบัญชาการ
หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง   ฝ่าย สพ.สอ./รฝ.
ฝ่ายสรรพาวุธ กองบัญชาการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน   ฝ่าย สพ.นย.
ฝ่ายสารวัตร กองบัญชาการ กรมนาวิกโยธิน   ฝ่าย สห.นย.
ฝ่ายสารวัตร กองบัญชาการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน   ฝ่าย สห.นย.
ฝ่ายอนุศานาจารย์ กองบัญชาการ
หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง   ฝ่าย อศจ.สอ./รฝ.
ฝ่ายอนุศาสนาจารย์ กองบัญชาการ กรมนาวิกโยธิน   ฝ่าย อศจ.นย.
ฝ่ายอนุศาสนาจารย์ กองบัญชาการ
หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน   ฝ่าย อศจ.นย.
ฝูงบิน ฝูงบินที่   ฝูง.
ราชนาวิกสภา   รนภ.
เรือนจำ   รจ.
เรือนจำทหารเรือกรุงเทพ   รจ.ทร.กท.
เรือหลวง   ร.ล.
โรงงาน   รง.
โรงพยาบาล   รพ.
โรงพยาบาลสนาม   รพส.
โรงเรียน   รร.
โรงเรียนการกำลังพล   รร.กพ.
โรงเรียนการขนส่งทหารเรือ   รร.ขส.
โรงเรียนการเงิน   รร.กง.
โรงเรียนการอาวุธ   รร.อว.
โรงเรียนกิจการพลเรือน   รร.กพร.
โรงเรียนจ่า   รร.จ.
โรงเรียนจ่าพยาบาล   รร.จพ.
โรงเรียนจ่าวิทยุและทัศนสัญญาณ   รร.สญ.
โรงเรียนช่างกรมอู่ทหารเรือ   รร.ชอร.
โรงเรียนช่างเครื่องยนต์   รร.ชย.
โรงเรียนชุมพลทหารเรือ   รร.ชุมพลฯ
โรงเรียนดุริยางค์   รร.ดย.
โรงเรียนเตรียมนายเรือ   รร.ตร.
โรงเรียนทหารต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง   รร.สอ.รฝ.
โรงเรียนทหารนาวิกโยธิน   รร.นย.
โรงเรียนธุรการ   รร.ธก.
โรงเรียนนายช่างกลชั้นสูง   รร.ชส.
โรงเรียนนายทหารชั้นต้น   รร.ชต.
โรงเรียนนายทหารชั้นต้นพรรคนาวิน   รร.ชต.นว.
โรงเรียนนายทหารพรรคกลิน   รร.กล.
โรงเรียนนายทหารพรรคนาวิน   รร.นว.
โรงเรียนนายทหารเรือ   รร.นท.
โรงเรียนนายทหารอาวุโส   รร.อส.
โรงเรียนนายเรือ   รร.นร.
โรงเรียนผู้ช่วยพยาบาล   รร.ผชพ.
โรงเรียนพยาบาล   รร.พบ.
โรงเรียนพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัย   รร.พอ.
โรงเรียนพลทหารเรือ   รร.พลฯ
โรงเรียนพลาธิการ   รร.พธ.
โรงเรียนพันจ่า   รร.พจ.
โรงเรียนเพิ่มวิชา   รร.พว.
โรงเรียนไฟฟ้า   รร.ฟฟ.
โรงเรียนไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์   รร.ฟอ.
โรงเรียนสงครามพิเศษทางเรือ   รร.สร.
โรงเรียนสรรพาวุธ   รร.สพ.
โรงเรียนสารบรรณ   รร.สบ.
โรงเรียนสื่อสาร   รร.สส.
โรงเรียนเสนาธิการทหารเรือ   รร.สธ.ทร.
โรงเรียนอิเล็กทรอนิกส์   รร.อล.
วิทยาลัยการทัพเรือ   วทร.
วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ   วพร.
ศูนย์กรรมวิธีข้อมูลสงครามอิเล็กทรอนิกส์   ศกส.
ศูนย์การฝึก   ศฝ.
ศูนย์ควบคุมและรายงาน, ศูนย์ควบคุมและรายงานที่...   ศคร.
ศูนย์ซ่อมอากาศยาน   ศซอ.
ศูนย์ต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง   ศสร.
ศูนย์ต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งประจำพื้นที่   ศสรท.
ศูนย์บริหารข่าวสารการพัสดุ   ศบพ.
ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ   ศปก.ทร.
ศูนย์ประสานกรรมวิธีข้อมูล   ศปกม.
ศูนย์ฝึกทหารใหม่   ศฝท.
ศูนย์ฝึกอบรมอิเล็กทรอนิกส์   ศฝ.อล.
ศูนย์เฝ้าตรวจและรายงาน กรมต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง   ศตร.กรม สอ.รฝ.
ศูนย์พัสดุช่าง   ศพด.
ศูนย์ภาษา   ศภษ.
ศูนย์รับส่งเอกสารและไปรษณีย์ทหาร   ศปท.
ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ทหารเรือ   ศยร.
ศูนย์ส่งกำลัง   ศกล.
สถานีการบิน   สนบ.
สถานีทหารเรือกรุงเทพ   สน.กท.
สถานีทหารเรือพังงา   สน.พง.
สถานีทหารเรือสงขลา   สน.สข.
สถานีทหารเรือสัตหีบ   ฐท.สส.
สถานีเฝ้าตรวจและรายงาน, สถานีเฝ้าตรวจและรายงานที่...   สตร.
สถานีสื่อสาร   สสส.
สถานีสื่อสารกลาง   สสก.
สถาบันวิชาการทหารเรือชั้นสูง   สรส.
สำนักงานการกระสุนกองพล   สกสพ.
สำนักงานขนส่งกองพล   สขสพ.
สำนักงานควบคุมเรือพาณิชย์ กองบัญชาการ ฐานทัพเรือสัตหีบ   สคพ.ฐท.สส.
สำนักงานตรวจบัญชีทหารเรือ   สตช.ทร.
สำนักงานปลัดบัญชีทหารเรือ   สปช.ทร.
สำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารเรือ
ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุง ....   สน.ผชท.ทร.ไทย/....
สำนักงานราชนาวิกสภา   สน.รนภ.
สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ   สลก.ทร.
สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ   สวพ.ทร.
หน่วยขึ้นตรง   นขต.
หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง   สอ./รฝ.
หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน   นย.
หน่วยเรือเฉพาะกิจ   นก.
หน่วยเรือฝึก   นฝ.
หน่วยสงครามพิเศษทางเรือ   นสร.
หมวดที่... หมวด...   มว...
หมวดบิน หมวดบินที่   มบ.
หมวดปฏิบัติการจิตวิทยา   มว.ปจว.
หมวดรักษาความปลอดภัยที่ ...   มว.รปภ.ที่...
หมวดเรือเฉพาะกิจ   มวก.
หมวดเรือตรวจการณ์ลำน้ำที่...   มว.ลน.
หมวดเรือฝึก หมู่เรือฝึก   มฝ.
หมวดเรือสนับสนุนและบริการ   มว.สบร.
หมวดเรืออุทกศาสตร์   มวอ.
หมู่เรือเฉพาะกิจ   มก.
หมู่เรือตรวจการณ์ที่...   มตก...
อู่ทหารเรือธนบุรี   อธบ.
อู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้า   อจปร.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 13, 2011, 07:01:11 PM โดย หลังเขา » บันทึกการเข้า

"ประสพการณ์" ไม่มีขาย อยากได้ ต้อง "ลุย" เอง

หลังเขา
นักรบไร้สังกัด

เพศ: ชาย
ออฟไลน์ ออฟไลน์


คนแน่วแน่เท่านั้น ผู้ชนะ




วันที่สมัครสมาชิก :
[ ธันวาคม 09, 2006 ]
« ตอบ #5 เมื่อ: มีนาคม 13, 2011, 06:25:48 PM »



๑๙ พฤษภา วันอาภากร
กองทัพเรือได้กำหนดให้วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันอาภากร เนื่องจากวันนี้เมื่อปี พุทธศักราช ๒๔๖๖ เป็นวันสิ้นพระชนม์ของ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ "องค์บิดาของทหารเรือไทย" และเพื่อเป็นการน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณของ พระองค์ท่านที่ได้ทรงพัฒนากิจการทหารเรือให้มีความเข้มแข็ง มั่นคง มีความเจริญก้าวหน้าเป็นที่ประจักษ์ มาตราบเท่าทุกวันนี้
นายพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (ต้นราชสกุลอาภากร) เป็นพระเจ้าลูกยาเธอ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ นับลำดับราชสกุลวงศ์เป็นองค์ที่ ๒๘ กับทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์ที่ ๑ ใน เจ้าจอมมารดาโหมด ธิดาเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ผู้บัญชาการทหารเรือวังหลวง มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ประสูติในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๒๓ ตรงกับวันอาทิตย์ แรม ๓ ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะโรง จุลศักราช ๑๒๔๒ เวลา ๑๕.๕๗ น. มีพระกนิษฐาและพระอนุชาร่วมพระมารดา ๒ พระองค์ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงอรองค์อรรคยุพา (สิ้นพระชนม์ขณะทรงพระเยาว์) และ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุริยงประยูรพันธุ์ กรมหมื่นไชยาศรีสุริโยภา ส ในปี พ.ศ.๒๔๓๖ ขณะที่พระองค์มีพระชนมายุได้ ๑๓ พรรษา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าให้ เสด็จในกรมฯ เสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ พร้อมกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงพระอิสริยศักดิ์เป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ กรมขุนเทพทวาราวดี ซึ่งการศึกษาของเสด็จในกรมฯ ณ ประเทศอังกฤษนั้น ในขั้นแรก พระองค์ได้ประทับร่วมกับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ไบรตันและแอสคอต เพื่อทรงศึกษาภาษาและวิชาเบื้องต้น ต่อมาได้เสด็จไปทรงศึกษาวิชาขั้นต้นสำหรับเตรียมเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายเรืออังกฤษ ที่โรงเรียนกวดวิชา The Linnes และศึกษาต่อที่โรงเรียนนายเรืออังกฤษ ตามลำดับ และเมื่อทรงสำเร็จการศึกษาในปี ๒๔๔๓ พระองค์ได้ทรงเข้ารับราชการในกรมทหารเรือโดยได้รับพระราชทานยศเป็น นายเรือโท (เทียบเท่า นาวาตรี ในปัจจุบัน) พระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อกองทัพเรือกำหนดแบบสัญญาณธงสองมือและโคมไฟ ทรงริเริ่มกำหนดแบบสัญญาณธงสองมือและโคมไฟ ตลอดจนเริ่มฝึก พลอาณัติสัญญาณ (ทัศนสัญญาณ) ขึ้นเป็นครั้งแรก ทหารเหล่าทัศนสัญญาณ จึงได้ถือกำเนิดขึ้นในปีนี้ เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๔๓ การจัดตั้งหน่วยฝึกพลทหารที่บางพระในช่วงเวลาประมาณ ๒ ปี ที่เสด็จในกรมฯ ทรงรับราชการ ในกรมทหารเรือ พระองค์คงจะทรงสังเกตว่านายทหารและพลทหารในเวลานั้นขาดทั้งความรู้ ความสามารถ และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพราะระบบการเรียกเข้ารับราชการและการฝึกไม่เอื้ออำนวยให้ ประกอบกับขาดแคลนผู้ฝึกที่มีความสนใจและตั้งใจจริง ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๔๔๕ พระองค์จึงได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตจัดตั้งหน่วยฝึกขึ้นที่บางพระ เพื่อเรียกพลทหารจากจังหวัดชายทะเลในภาคตะวันออกมารับการฝึกการจัดระเบียบการบริหารราชการกรมทหารเรือขึ้นใหม่ในปี พ.ศ.๒๔๔๕ เสด็จในกรมฯ ได้ทรงจัดระเบียบราชการกรมทหารเรือขึ้นใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับ พระราชบัญญัติศักดินาทหารเรือ ร.ศ.๑๑๒ เรียกว่า "ข้อบังคับการปกครอง" แบ่งออกเป็น ๓ ตอน คือ ตอนที่ ๑ ว่าด้วยการแบ่งส่วนราชการ ตอนที่ ๒ ว่าด้วยการเร่งคนรับคนเป็นทหาร ตอนที่ ๓ ว่าด้วยยศทหารเรือ โครงสร้างกำลังทางเรือ และการปรับปรุงด้านการศึกษา ในช่วงที่ทรงทำการในตำแหน่งเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ในปี พ.ศ.๒๔๔๘ เสด็จใน กรมฯ ทรงจัดทำโครงการป้องกันประเทศทางด้านทะเลขึ้น ตามคำขอของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุน นครสวรรค์วรพินิต โดยทรงทำเสร็จในเดือนตุลาคม และให้ชื่อว่า "ระเบียบจัดการป้องกันฝ่ายทะเลโดยย่อ" มีความยาวประมาณ ๕ - ๖ หน้า และด้วยความพยายามของสมเด็จเจ้าฟ้า กรมขุนนครสวรรค์วรพินิต ผู้บัญชาการทหารเรือ ซึ่งทรงพระดำริเห็นชอบกับโครงการสร้างกำลังทางเรือของเสด็จในกรม ฯ ดังนั้น ในปี พ.ศ.๒๔๔๙ กรมทหารเรือจึงได้รับงบประมาณ ให้สั่งต่อเรือ ล. หรือ Torpedoboat Destroyer ๑ ลำ ซึ่งต่อมาได้รับพระบรมราชโองการให้เรียกว่า "เรือพิฆาฎตอรปิโด" และพระราชทานชื่อว่า "เสือทยานชล" พระองค์ได้ทรงแก้ไขปรับปรุงระเบียบการในโรงเรียนนายเรือ ทรงเป็นครูสอนนักเรียน นายเรือ และทรงริเริ่มการใช้ระบบปกครองบังคับบัญชาตามระเบียบการปกครองในเรือรบ คือ การแบ่งให้นักเรียนชั้นสูงบังคับบัญชาชั้นรองลงมา นอกจากนี้ ทรงจัดเพิ่มวิชาสำคัญสำหรับ ชาวเรือขึ้น เพื่อให้สำเร็จการศึกษา สามารถเดินเรือทางไกล ในทะเลน้ำลึกได้ คือ วิชาดาราศาสตร์ ตรีโกณมิติ อุทกศาสตร์ การเดินเรือ เรขาคณิต พีชคณิต ฯลฯ รวมทั้งโปรดให้สร้าง โรงเรียนช่างกลขึ้นอีกโรงเรียนหนึ่ง นอกจากนั้นแล้วยังโปรดให้นักเรียนนายเรือฝึดหัดภาคปฏิบัติ นอกเหนือจากการเรียนภาคทฤษฎีขอพระราชทานพระราชวังเดิมเป็นโรงเรียนนายเรือ เสด็จในกรมฯ ทรงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่สำคัญที่ทำให้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นความสำคัญและโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชวังเดิมให้เป็นที่ตั้งของ โรงเรียนนายเรือ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๔๙ ทำให้กิจการทหารเรือมีรากฐานมั่งคงนับ แต่นั้น และกองทัพเรือได้ยึดถือเอาวันดังกล่าวของทุกปีเป็นวัน "กองทัพเรือ" ต่อมาเมื่อโรงเรียน นายเรือได้ย้ายไปอยู่ที่ปากน้ำ กองทัพเรือก็ได้ใช้พระราชวังเดิมเป็นที่ตั้งของหน่วยราชการต่าง ๆ ในส่วนบัญชาการกองทัพเรือ จวบจนกระทั่งทุกวันนี้
การจัดตั้งกำลังอากาศนาวี ความคิดในการจัดตั้งกำลังทาง อากาศนาวี (Naval Air Arm) นั้น ได้มีมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๖๔ เมื่อเสด็จในกรมฯ ครั้งทรงดำรงตำแหน่งเสนาธิการกระทรวงทหารเรือ ทรงเสนอความเห็นต่อที่ประชุมสภาบัญชาการกระทรวงทหารเรือ ว่า "สมควรเริ่มตั้งกองบินทะเลขึ้น ในปี พ.ศ.๒๔๖๕ โดยใช้สัตหีบเป็นถาน (ฐานทัพ)" ซึ่ง สภาบัญชาการฯ มีมติอนุมัติข้อเสนอเมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๖๔ ดังนั้น กองการบินทหารเรือ จึงได้ถือเอาวันที่ ๗ ธันวาคมของทุกปี เป็นวันสถาปนาหน่วย และชาวบินนาวี ได้ยึดถือว่า พระองค์ทรงเป็นองค์บิดาแห่งการบินนาวี ด้วย ฐานทัพเรือสัตหีบ จากการที่พระองค์ทรงเป็นนักยุทธศาสตร์ที่เล็งเห็นการณ์ที่ไกล พระองค์ได้ทูลเกล้า ขอพระราชทานที่เดินบริเวณอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่อสร้างเป็นฐานทัพเรือเนื่องจากทรง พิจารณาแล้วเห็นว่า อ่าวสัตหีบเป็นอ่าวที่มีขนาดใหญ่น้ำลึกเหมาะแก่การฝึกซ้อมยิงตอร์ปิโดได้ และเกาะใหญ่น้อยที่รายรอบสามารถใช้บังคลื่นลมได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเรือภายนอกเมื่อแล่นผ่าน พื้นที่ดังกล่าวจะไม่สามารถมองเห็นฐานทัพเรือได้เลย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้า อยู่หัว ได้ทรงพระราชทานที่ดินที่สัตหีบให้แก่กองทัพเรือเพื่อจัดตั้งเป็นฐานทัพเรือ เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๕ ดังพระราชกระแสดังนี้"การที่จะเอาสัตหีบเปนฐานทัพเรือนั้น ตรงตามความปราถนาของเราอยู่แล้ว เพราะที่เราได้สั่งหวงห้ามที่ดินไว้ ก็ด้วยความตั้งใจจะให้เปนเช่นนั้น แต่เมื่อเห็นว่ายังไม่ ถึงเวลาที่จะใช้เป็นฐานทัพเรือและไม่อยากให้โจทย์กันวุ่น จึงได้กล่าวไว้ว่าจะต้องการที่ไว้ทำวังสำหรับเผื่อจะมีผู้ขอจับจองฝ่ายเทศาภิบาล จะได้ตอบไม่อนุญาตได้โดยอ้างเหตุ ว่าพระเจ้าอยู่หัวต้องพระราชประสงค์ เมื่อบัดนี้ ทหารเรือจะต้องการที่นั้นก็ยินดีอนุญาติได้"นอกจากพระกรุณาธิคุณของ นายพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากร เกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ดังที่ได้ได้กล่าวมาแล้ว พระองค์ยังทรงมีพระปรีชาสามารถ และมีคุณูปการอเนกอนันต์แก่กองทัพเรือ อาทิ พระองค์ทรงเป็นผู้บังคับการเรือ นำ เรือหลวงพระร่วงจากประเทศอังกฤษ เข้ามายังกรุงเทพมหานคร นับเป็นครั้งแรกที่นายทหารเรือไทยเดินเรือได้ไกลข้ามทวีป และเมื่อครั้งที่พระองค์ทรงเป็นผู้บังคับการเรือหลวงมกุฏราชกุมาร (ลำที่ ๑) นำนักเรียนนายเรือและนักเรียนนายช่างกลไปอวดธงที่ชวา ได้ทรงนำเรือแวะที่สิงคโปร์ และเปลี่ยนสีเรือมกุฏราชกุมารจากสีขาวเป็นสีหมอกให้เหมือนกับเรือรบต่างประเทศ เพื่อให้เกิดความกลมกลืนกับลักษณะของสีน้ำทะเลและภูมิประเทศ ซึ่งกองทัพเรือได้นำสีดังกล่าวมาใช้เป็นสีเรือทุกลำของกองทัพเรือตราบจนปัจจุบัน
ในด้านการดนตรีพระองค์ก็มีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างยิ่ง เพลงพระนิพนธ์ ของกรมหลวงชุมพรฯ ทุกเพลง จะมีเนื้อหาปลุกใจ ให้มีความรักชาติ กล้าหาญ ยอมสละชีวิตเพื่อชาติ อาทิ เพลงดอกประดู่ เพลงเดินหน้า เพลงดาบของชาติ เป็นต้น ซึ่งเพลงพระราชนิพนธ์ของพรองค์ท่านนับว่าเป็นเพลงปลุกใจที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติไทย เพราะทหารเรือทุกนายได้ขับร้องเพลงเหล่านี้สืบต่อกันมาตราบจนปัจจุบันนับเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๘๐ ปี ดังนั้นจึงนับได้ว่าเพลงปลุกใจของพระองค์ จึงเป็นเพลงอมตะของทหารเรือ เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงเป็นอมตะอยู่ในจิตใจของทหารเรือ ตลอดเวลา ในด้านการแพทย์นอกจากพระองค์จะทรงเป็นนักยุทธศาสตร์แล้ว ด้านการแพทย์แผนโบราณ พระองค์ก็ทรงศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจัง โดยในขณะที่เสด็จในกรมฯ ได้ทรงออกจากประจำการชั่วคราว ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๕๔ - พ.ศ.๒๔๕๙ พระองค์ได้ทรงศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ ทรงเขียนตำรา ยาแผนโบราณลงในสมุดข่อยด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง โดยทรงตั้งชื่อตำรายาเล่มนี้ว่า "พระคัมภีร์อติสาระวรรคโบราณะกรรมและปัจจุบันนะกรรม" ซึ่งสมุดเล่มดังกล่าวปัจจุบันได้ถูก เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีที่พิพิธภัณฑ์ทหารเรือสมุทรปราการ ในด้านการรักษาพยาบาล พระองค์ได้ทรงรักษาโรคภัยไข้เจ็บแก่คนทั่วไป โดยไม่เลือก คนจนหรือคนมี และมิได้คิดค่ารักษาหรือค่ายาแต่อย่างใด ทุกคนที่มีความเดือนร้อนจะต้องได้รับ ความเมตตาจากพระองค์ จนเป็นที่นับถือของบุคคลทั่วไปในนามพระองค์ว่า "หมอพร" นายพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงค์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักด์ ได้กราบบังคมทูลออกจากราชการ เพื่อพักผ่อนรักษาพระองค์ เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ.๒๔๖๖ เนื่องจากพระองค์ทรงมีสุขภาพไม่สมบูรณ์ และประชวรพระโรคภายในอยู่ด้วย ทาง กระทรวงทหารเรือ ได้สั่งการให้จัดเรือหลวงเจนทะเลถวายเป็นพาหนะ และกรมแพทย์ทหารเรือ ได้จัดนายแพทย์ประจำพระองค์ ๑ นาย พร้อมด้วยพยาบาลตามเสด็จไปด้วย เสด็จในกรมฯ ได้เสด็จออกจากกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๖๖ ไปประทับอยู่ด้านใต้ปากน้ำชุมพรซึ่งเป็นที่ที่จองไว้จะทำสวน ขณะที่พระองค์ประทับอยู่นี้ก็เกิดพระโรคหวัดใหญ่เนื่องจาก ถูกฝน ประชวรอยู่เพียง ๓ วัน ก็สิ้นพระชนม์ที่ตำบลหาดทรายรี ในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๖๖ สิริพระชนมายุได้ ๔๔ พรรษา ในวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๖๖ เรือหลวงเจนทะเลได้เชิญพระศพจากจังหวัดชุมพรมายังกรุงเทพมหานคร และมาพักถ่ายพระศพลงสู่เรือหลวง พระร่วงที่บางนา ต่อจากนั้นเรือหลวงพระร่วง ได้นำพระศพเข้ามายังกรุงเทพมหานคร และนำประดิษฐานไว้ที่วังของพระองค์ท่าน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทาน จนถึงวันที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๖๖ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระศพไปพระราชทานเพลิง ณ พระเมรุท้องสนามหลวง ถึงแม้ว่า นายพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์บรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากร เกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ จะสิ้นพระชนม์มาเป็นระยะเวลานานถึง ๗๙ ปี แล้วก็ตาม แต่พระกรณียกิจของพระองค์ที่ทรงทำคุณประโยชน์ให้แก่กองทัพเรืออย่างมหาศาลนั้น ทำให้กิจการของกองทัพเรือเจริญก้าวหน้ามาจนทุกวันนี้ พระองค์ทรงริเริ่มวางรากฐานกิจการ ทหาเรือไทยให้มีความเข้มแข็ง มั่นคงมีสมรรถภาพ สามารถทำหน้าที่เป็นรั้วของชาติทางทะเลได้ เป็นอย่างดีตลอดมา จนทหารเรือตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันต่างก็ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระองค์อย่างมิรู้ลืม จึงพร้อมใจกันถวายสมัญญานาม พระองค์ท่านว่า "องค์บิดาของ ทหารเรือไทย" และถือเอาวันที่ ๑๙ พฤษภาคมของทุกปี เป็น "วันอาภากร"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 13, 2011, 07:02:24 PM โดย หลังเขา » บันทึกการเข้า

"ประสพการณ์" ไม่มีขาย อยากได้ ต้อง "ลุย" เอง

หลังเขา
นักรบไร้สังกัด

เพศ: ชาย
ออฟไลน์ ออฟไลน์


คนแน่วแน่เท่านั้น ผู้ชนะ




วันที่สมัครสมาชิก :
[ ธันวาคม 09, 2006 ]
« ตอบ #6 เมื่อ: มีนาคม 13, 2011, 07:03:24 PM »

เสด็จเตี่ยกับกองทัพเรือ
ทรงรับราชการทหารเรือ

หลังจากที่เสด็จในกรมฯ เสด็จกลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว ในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2443 จึงได้รับพระราชทานยศเป็น "นายเรือโทผู้บังคับการ" (เทียบเท่านาวาตรีในปัจจุบัน) ทั้งนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จะให้เป็นผู้บังคับการเรือปืน ที่กำลังจัดซื้อ คือ ร.ล.พาลีรั้งทวีป หรือ ร.ล.สุครีพครองเมือง ลำใดลำหนึ่ง ในขั้นแรกทรงรับราชการในตำแหน่ง "แฟลคเลฟเตอร์แนล" (นายธง) ของผู้บัญชาการกรมทหารเรือ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เพื่อทรงเป็นที่ปรึกษาในกิจการทหารเรือ และทรงปฏิบัติราชการต่าง ๆ ที่ทรงได้รับมอบหมาย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ทรงให้เสด็จในกรมฯ ไปสำรวจการป้องกันลำน้ำเจ้าพระยา พระองค์ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรายงานของเสด็จในกรมฯ แด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 30 มิถุยายน พ.ศ.2443 โดยละเอียด ซึ่งเป็นที่พอใจของกรมทหารเรือมาก ดังมีรายงานบางตอนดังนี้
 "เห็นด้วยเกล้าฯ ว่า ป้อมพระจุลจอมเกล้านั้น มีประโยชน์ในการสงครามน้อย
กล่าวคือ ตามหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี ชาติต่างประเทศจะให้เรือรบ
เข้ามาจอดทอดอยู่ที่น่าเมือง สมุทรปราการ ซึ่งเป็นที่พ้นจากทางปืนของป้อมนั้นก็ได้
ถ้าแม้นเกิดสงครามขึ้นกับชาติที่มีเรือเข้ามาจอดอยู่ ในที่อันกล่าวแล้วเช่นนั้น
เรือนั้นจะไม่ต้องสู้กับ ป้อมพระจุลจอมเกล้าฯ ก็คงมีประโยชน์สำหรับสู้กับเรือรบ
ที่จะหนุนเข้ามาเมื่อได้ทำสงครามแล้วเท่านั้น เหตุฉะนี้เห็นด้วยแล้วว่าควรตั้งป้อม
ที่แข็งแรงกว่า ป้อมพระจุลจอมเกล้า ขึ้นที่ตำบลป้อมเสือซ่อนเล็บ ไว้เป็นที่ต่อสู้กับ
เรือรบที่จะแล่นขึ้นมากรุงเทพ" พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงมีพระราชหัตถเลขาที่ 7/404 ลงวันที่ 1 กรกฎาคม ร.ศ.119 ตอบกรมหลวง
ประจักษ์ศิลปาคม มีสาระสำคัญดังนี้ "ได้อ่านรายงานแล้วเห็นว่า เป็นความคิดที่หลักแหลมอยู่"
นอกจากนั้น ยังทรงริเริ่มกำหนดแบบสัญญาณธงสองมือ และโคมไฟ ตลอดจนเริ่มฝึกพล "พลอาณัติสัญญาณ" (ทัศนสัญญาณ) ขึ้นเป็นครั้งแรก ทหารเหล่าทัศนสัญญาณ จึงได้ถือกำเนิดขึ้นในปีนี้ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ.2443 อันเป็นวันที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทหารเหล่าทัศนสัญญาณจึงเป็นทหารเรือรุ่นแรก ที่เสด็จในกรม ฯ ทรงฝึกสอนและประทานกำเนิด ทหารเหล่าทัศนสัญญาณจึงเป็นปฐมศิษย์ของเสด็จในกรมฯ และเป็นทหารเรือรุ่นแรกหรือชุดแรกที่ทรงมี ความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ผู้บัญชาการกรมทหารเรือ ทรงพอพระทัยในการปฏิบัติงาน ของเสด็จในกรม ฯ มาก ทรงยกย่องว่าทรงมีความรู้จริง และมีความกระตือรือร้นที่จะทำงาน
ในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.2443 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม
เสนาบดีกระทรวงกลาโหม และรั้งตำแหน่งผู้บัญชาการกรมทหารเรือ ได้ กราบถวาย
บังคมลาไปตรวจราชการทหารเรือ ในจังหวัดชายทะเลฝั่งตะวันออก และทรงมอบหมายให้
เสด็จในกรมฯ ทำการแทนเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ไม่ทรงเห็นด้วย เพราะเสด็จในกรมฯ เพิ่งกลับจากต่างประเทศยังไม่ถึง 2 เดือน ย่อมจะไม่สามารถ
รับผิดชอบงานของกระทรวงกลาโหมได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ความรับผิดชอบ
ตกอยู่ในหน้าที่ ปลัดทูลฉลองตามธรรมเนียม แต่ให้เสด็จในกรมฯ เข้ามาตรวจราชการงานในออฟฟิศ กระทรวงกลาโหมได้ทั่วไป
ในวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ.2444 เสด็จในกรมฯ ได้รับ พระราชทานยศเป็นนายเรือเอก (เทียบเท่านาวาเอกในปัจจุบัน) และได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสชวาในเรือพระที่นั่งมหาจักรี ในระหว่างวันที่ 5 พฤษภาคม ถึงวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2444 ในตำแหน่งราชองครักษ์ฝ่ายทหารเรือ (Naval Aide - de - Camp) เพื่อจะได้มาศึกษางาน ครั้นต่อมาในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2444 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นรองผู้บัญชาการกรมทหารเรือ ในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2447 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนยศ เสด็จในกรมฯ จาก นายนาวาเอก เป็น นายพลเรือตรี และคงดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการกรมทหารเรือ ครั้งในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2447 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยยศเป็น กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์

การจัดตั้งหน่วยฝึกพลทหารที่บางพระ

ในช่วงเวลาประมาณ 2 ปี ที่เสด็จในกรมฯ ทรงรับราชการในกรมทหารเรือ พระองค์คงจะทรงสังเกตว่า
นายทหารและพลทหารในเวลานั้นขาดทั้งความรู้ ความสามารถ และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
เพราะระบบการเรียกเข้ารับราชการและการฝึกไม่อำนวยให้ ประกอบกับขาดแคลนผู้ฝึกที่มีความสนใจ
และตั้งใจจริง ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2445 พระองค์จึงได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต
จัดตั้งหน่วยฝึกขึ้นที่บางพระ เพื่อเรียกพลทหารจากจังหวัดชายทะเลในภาคตะวันออกมารับการฝึก
เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว พระองค์ได้เสด็จไปดำเนินการ ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2445
และได้ทรงอำนวยการและควบคุมการฝึกทหารที่บางพระ อยู่จนถึงวันที่ 17 พฤษจิกายน พ.ศ.2445
จึงทรงกลับมารับราชการ ในตำแหน่งรองผู้บัญชาการกรมทหารเรือ ตามเดิม

การจัดระเบียบการบริหารราชการกรมทหารเรือขึ้นใหม่

ในปี พ.ศ.2445 เสด็จในกรมฯ ได้ทรงจัดระเบียบราชการ กรมทหารเรือขึ้นใหม่ และได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เชื่อว่าคงได้รับพระราชทาน พระบรมราชานุญาตให้จัดได้เป็นบางตำแหน่ง เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติศักดินาทหารเรือ ร.ศ.112
ต่อมาในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2446 สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดช ผู้บัญชาการกรมทหารเรือ กราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จัดระเบียบบริหารราชการกรมทหารเรือใหม่ โดยได้ทรงปรึกษากับเสด็จในกรมฯ ซึ่งมีการแบ่งส่วนราชการกรมทหารเรือ ออกเป็น 6 ส่วน คือ
•  กรมปลัดทัพ สำหรับบังคับบัญชากองเรือและกองทหาร ซึ่งเกี่ยวแก่การรบ และสำหรับประจำส่วนราชการทั่วไป ฯลฯ
•  กรมยกกระบัตรทัพ สำหรับบังคับบัญชาการเงินและสรรพาวุธยุทธภัณฑ์
•  กรมเสนาธิการ สำหรับรวบรวมเรียบเรียงข้อบังคับและแบบแผน
•  กรมทะเบียน สำหรับถือทะเบียนกะเกณฑ์และจำหน่ายคน กับทั้งพิจารณาพิพากษาคดีในกรมทหารเรือ
•  กรมยุทธโยธา สำหรับบังคับบัญชาการช่างทั้งหลาย
•  กรมบัญชาการทหารชายทะเล สำหรับบังคับบัญชาทหาร ซึ่งจะต้องประจำรับราชการอยู่ในหัวเมือง
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาต เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2446
ต่อมาในวันที่ 22 มกราคม พ.ศ.2446 เสด็จในกรมฯ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายร่างการจัดระเบียบราชการ ในกรมทหารเรืออีกครั้งหนึ่ง เรียกว่า "ข้อบังคับการปกครอง" แบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ
ตอนที่ 1 ว่าด้วยการแบ่งส่วนราชการ
ตอนที่ 2 ว่าด้วยการเร่งคนรับคนเป็นทหาร
ตอนที่ 3 ว่าด้วยยศทหารเรือ
ซึ่งพระดำริครั้งนี้ไม่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต


การจัดทำโครงการสร้างกำลังทางเรือ

ในปี พ.ศ.2448 เสด็จในกรมฯ ทรงจัดทำโครงการป้องกันประเทศ ทางด้านทะเลขึ้น
ตามคำขอของ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์วรพินิต โดยทรงทำเสร็จในเดือนตุลาคม
และให้ชื่อว่า "ระเบียบจัดการป้องกันฝ่ายทะเลโดยย่อ" มีความยาวประมาณ 5 - 6 หน้า
และด้วยความพยายามของสมเด็จเจ้าฟ้า กรมขุนนครสวรรค์วรพินิต ผู้บัญชาการกรมทหารเรือ
ซึ่งทรงพระดำริเห็นชอบกับโครงการสร้างกำลังทางเรือ ของเสด็จในกรมฯ และทรงต่อสู้ในด้าน
งบประมาณ ในการจัดหากำลังทางเรือตามโครงการดังกล่าว จนกระทั่งในปี พ.ศ.2449
กรมทหารเรือ จึงได้รับงบประมาณ ให้สั่งสร้างเรือ ล. หรือ Torpedoboat Destroyer 1 ลำ
ซึ่งต่อมาได้รับพระบรมราชโองการให้เรียกว่า "เรือพิฆาฏตอรปิโด" และพระราชทานชื่อว่า
"เสือทยานชล" นอกจากนั้น จากระเบียบจัดการป้องกันฝ่ายทะเลโดยย่อของเสด็จในกรมฯ
เร่งให้กรมทหารเรือได้จัดสร้างทุ่นระเบิดในบังคับอีกด้วย

การปรับปรุงด้านการศึกษาของทหารเรือ

เมื่อนายเรือเอก หม่อมไพชยนต์เทพ (ม.ร.ว.พิณ สนิทวงศ์) กำลังขอพระราชทานกราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งเจ้ากรมยุทธศึกษาแล้วนั้น ปรากฏว่าในระยะนั้นเป็นช่วงที่การศึกษาของนักเรียนนายเรือไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ควร สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์วรพินิต ทรงเห็นว่ามีความจำเป็นจะต้องรีบจัดการศึกษาของโรงเรียนนายเรือให้เจริญขึ้น จึงได้ทรงหารือกับเสด็จในกรมฯ และกราบบังคมทูลจัดตั้งคณะกรรมการขึ้น เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ.2448 เพื่อปรับปรุงหลักสูตรของโรงเรียนนายเรือ คณะกรรมการประกอบด้วย
1. นายพลเรือตรี พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ รองผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานกรรมการ
2. นายเรือเอก หม่อมไพชยนต์เทพ เจ้ากรมยุทธศึกษา นายเรือเอกผู้ช่วย พระบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าวิบูลย์พรรณรังษี ผู้บังคับการกองโรงเรียนนายเรือ เป็นองค์กรรมการ
3. นายเรือตรี คอน เปรียญ เป็นเลขานุการ
 
ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวได้ดำเนินงานจัดการโรงเรียนนายเรือใหม่ และจากการปรับปรุงหลักสูตรใหม่ครั้งนี้เสด็จในกรมฯ ได้ทรงฝึกสอนนักเรียนนายเรือด้วยพระองค์เอง โดยเสด็จไปโรงเรียนตั้งแต่เช้า และเสด็จกลับในตอนค่ำทุกวัน เมื่อการปรับปรุงโรงเรียนนายเรือได้ผลสมความมุ่งหมายแล้ว ทางราชการก็จะให้นายเรือเอกหม่อมไพชยนต์เทพ เจ้ากรมยุทธศึกษาปกครองต่อไป แต่นายเรือเอก หม่อมไพชยนต์เทพ มีความประสงค์จะลาออก ดังนั้นในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2448 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายเรือเอกหม่อมไพชยนต์เทพ ออกจากราชการ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จในกรมฯ ทรงทำการในตำแหน่ง เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือแทน
เมื่อเสด็จในกรมฯ ทรงทำการในตำแหน่งเจ้ากรม ยุทธศึกษาทหารเรือแล้ว ทรงปรับปรุงการศึกษาของ โรงเรียนนายเรือให้เจริญก้าวหน้าขึ้นโดยโปรดให้สร้าง "โรงเรียนช่างกล" ขึ้นอีกโรงเรียนหนึ่งเมื่อปี พ.ศ.2449 โดยแยกศึกษาวิชาคนละสาขากับนักเรียนนายเรือ เว้นแต่วิชาอย่างเดียวกัน นักเรียนนายช่างกลเหล่านี้ ได้รับสมัคร จากนักเรียนนายเรือที่สมัครจะเรียน วิชาช่างกลนั่นเอง ในระยะแรก ๆ นั้น ปรากฏว่าสถานที่ฝึกงาน ภาคปฏิบัติของนักเรียนนายเรือยังไม่มี เสด็จในกรมฯ โปรดให้สร้างโรงงานขึ้น โดยสั่งหม้อน้ำเครื่องจักร ฯลฯ มาจากที่ต่าง ๆ พอที่จะประกอบเป็นโรงงานย่อม ๆ ขึ้น
นอกจากจะมีการศึกษาในชั้นเรียนแล้ว เสด็จในกรมฯ ยังโปรดให้นักเรียนนายเรือฝึกหัดภาคปฏิบัติ เพื่อให้นักเรียนมีความชำนาญที่จะเป็นนายทหารเรือชั้นเยี่ยม โดยโปรดให้กรมยุทธโยธาทหารเรือสร้างเสาธงขึ้นหนึ่งเสา ตามแบบในเรือทูลกระหม่อม ประกอบด้วย พรวน 3 ชั้น พร้อมด้วยเครื่องประกอบ เชือก เสา เพลา ใบ ทรงหัดให้นักเรียนนายเรือขึ้นเสา และประจำพรวน กางใบ ม้วนใบ ฯลฯ นอกจากนั้นทรงจัดให้มีเรือกรรเชียง ไว้ฝึกหัดตีกรรเชียง แล่นใบ และให้พิมพ์แบบผูกเชือกขึ้นไว้ เพื่อเป็นตัวอย่างในการเรียนผูกเชือกแบบต่างๆ ด้วย
ทางด้านการกีฬา ได้ทรงขอครูมาจากกระทรวงธรรมการ เพื่อมาสอนบาร์คู่ บาร์เดี่ยว และห่วง เพื่อให้นักเรียนฝึกหัดจนได้ผลเป็นอย่างดียิ่ง เพราะปรากฏว่านักเรียนมีสุขภาพดี และแข็งแรงขึ้นเป็นอันมาก ใน พ.ศ.2449 นี้ ทรงนำนักเรียนนายเรือทั้งหมดไปฝึกทางทะเลด้วย เรือยงยศอโยชฌิยา เรือลำนี้เป็นเรือกลไฟขนาดกลาง มีเสาใบพร้อม แต่ทรงให้ติดพรวนชั้นต่ำขึ้นอีกเป็นพิเศษ และได้ให้นักเรียนขึ้นเสา ลงเสา กางใบ ถือท้าย ใช้เข็มทิศน้ำ ดิ่ง และการเรือทุกชนิด การไปฝึกครั้งนี้ ไปทางภาคตะวันออกของอ่าวไทย จนถึงจังหวัดจันทบุรี ราวหนึ่งเดือนจึงกลับ ปรากฏว่าบรรดานักเรียน มีความคล่องแคล่วและเข้มแข็งในการเดินเรือเป็นอย่างยิ่ง

การไปอวดธงครั้งแรก
ใน พ.ศ.2450 เสด็จในกรมฯ ได้ทรงนำนักเรียนนายเรือ และนักเรียนนายช่างกล ประมาณ 100 คน ไปอวดธงที่ สิงคโปร์ ปัตตาเวีย ชวา และเกาะบิลลิทัน โดย ร.ล.มกุฎราชกุมาร (ลำที่ 1) ในการเดินทางไปต่างประเทศครั้งนี้นับเป็นครั้งแรก และเสด็จในกรมฯ ทรงเป็นผู้บังคับเรือเอง พร้อมด้วยนักเรียน และทหารประจำเรือ ซึ่งล้วนแต่เป็นคนไทยทั้งสิ้น ในการออกฝึกและอวดธงในครั้งนี้ ทรงบัญชาการฝึก นักเรียนนายเรือด้วยพระองค์เอง ให้นักเรียนทำการฝึกหัดปฏิบัติการในเรือทุกอย่าง เพื่อให้มีความอดทนต่อการใช้ชีวิตด้วยความยากลำบาก เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง และเพื่อให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในการปฏิบัติหน้าที่ของตนจริง ๆ มีความกล้าหาญ รักชาติ ให้รู้จักชีวิตของการเป็นทหารเรือ อย่างแท้จริง กลับถึงกรุงเทพในวันที่ 18 กันยายน พ.ศ.2450
การที่เสด็จในกรมฯ ทรงนำนักเรียนนายเรือไปทำการอวดธง ในต่างประเทศครั้งแรกนี้
จึงนับเป็นเกียรติแก่ทหารเรือไทย เพราะย่อมทราบกันทั่วไปว่า ชาติที่เป็นเอกราชเท่านั้น
จึงจะมี "ธงราชนาวี" ของตนเองได้ ฉะนั้นเรือหลวงของ ราชนาวีทุกลำ จึงเป็นเสมือน
ประเทศไทยเคลื่อนที่ เมื่อไปปรากฏในต่างประเทศ นับว่าทหารเรือไทย ได้ปฏิบัติหน้าที่
ด้วยความสำเร็จ ก็เพราะพระวิริยะอุตสาหะ ของเสด็จในกรมฯ
อนึ่งจากการนำเรือไปอวดธงครั้งนี้ เสด็จในกรมฯ ทรงนำเรือมกุฎราชกุมารแวะที่สิงคโปร์ และได้เปลี่ยนสี เรือมกุฎราชกุมารเป็นสีหมอกตามอย่างเรือรบต่างประเทศ เพราะเวลานั้นเรือรบไทยยังทาสีขาวอยู่ นอกจากนั้น ยังได้นำพิธีข้ามเส้นศูนย์สูตรมาใช้ในกองทัพเรือไทย เป็นครั้งแรก และยังคงถือปฏิบัติกันมาจนทุกวันนี้
 
ทรงฉายร่วมกับศิษย์ที่สำเร็จการศึกษาจาก โรงเรียนนายเรือ
แถวนั่ง
1. พลเรือโท พระยาราชวังสัน
2. กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์
3. พลเรือตรี พระยาหาญกลางสมุทร
แถวยืน
4 นายเรือตรี ผู้ช่วยนายแนบ


ทรงปลูกฝังความรักชาติให้กับนักเรียนนายเรือ

เนื่องจากประเทศไทยถูกรุกรานทางทะเลจาก ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเกิดกรณีเหตุการณ์การรบ ที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ร.ศ.112 ทำให้ประเทศไทย ต้องสูญเสียดินแดนไปบางส่วน พร้อมกับเสียเงินค่าทำขวัญ พร้อมทั้งจังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด ถูกยึดเป็นประกัน เสด็จในกรมฯ ทรงเจ็บแค้นพระทัย เป็นอย่างมาก จึงทรงให้นักเรียนนายเรือสักคำว่า "ร.ศ.112 ตราด" ไว้ที่หน้าอกทุกคนรวมทั้งพระองค์ท่านด้วย เพื่อเป็นเครื่องจดจำ และหาหนทางที่จะแก้แค้นต่อไป
นอกจากการสักแล้ว เสด็จในกรมฯ ทรงแต่งเพลง ฮะเบสสมอ
และอื่น ๆ  ซึ่งมีอยู่หลายบทด้วยกัน และให้นักเรียนนายเรือร้องเพื่อปลุกใจให้กล้าหาญ
และรักชาติ ให้สมกับเป็นทหารเรือไทย
นอกจากนั้นเสด็จในกรมฯ โปรดให้สร้างเรือน้ำตาลขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2449 ซึ่งเป็นเรือจำลองมีคำว่า "ร.ศ.112" ที่หัวเรือ ตั้งไว้บนบกเพื่อให้นักเรียนนายเรือชั้น 4 ชั้น 5 ฝึกแก้อัตราผิดของเข็มทิศ เพื่อเวลานำเรือ ออกท้องทะเลลึกโดยเข็มไม่ผิด และให้ได้เห็นทุกวัน เป็นการเตือนใจให้หาทางแก้เผ็ด และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ เช่น ร.ศ.112 เกิดขึ้นอีก และที่ทรงใช้ชื่อว่า "น้ำตาล" เพราะน้ำตาลแก้รสเผ็ดได้ หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นเรือที่ลอยน้ำไม่ได้ (เช่นเดียวกับน้ำตาล)
นอกจากทรงใฝ่พระทัยในด้านการศึกษาของ นักเรียนนายเรือแล้ว เสด็จในกรมฯ ทรงดำริว่า สำหรับการช่วยเหลือราษฎรในด้านการดับเพลิงนั้น ควรจะได้ให้นักเรียนนายเรือได้มีการฝึกทำการช่วยเหลือ ราษฎรทำการดับเพลิง เพราะมีเรือสูบน้ำ และเรือกลไฟเล็ก ซึ่งขึ้นอยู่กับกรมเรือกลอยู่แล้ว และมีหน้าที่ดับเพลิง ฉะนั้นเมื่อเกิดเพลิงไหม้ที่ใด เรือกลไฟจะทำหน้าที่ลากจูงเรือ สูบน้ำไปทำการดับเพลิงเป็นประจำ ดังนั้นเสด็จในกรมฯ ทรงจัดตั้งกองดับเพลิงของทหารเรือขึ้น โดยมีกองต่าง ๆ ดังนี้ คือ
1. กองถัง
2. กองขวาน
3. กองผ้าใบกันแสงเพลิง
4. กองรื้อและตัดเชื้อเพลิง
5. กองช่วย
6. กองพยาบาล
ต่อมาจึงได้เพิ่มกองสายสูบขึ้นกองหนึ่ง ในการนี้ได้ทรงจัดให้นักเรียนนายช่างกล ทำหน้าที่ร่วมกับ นักเรียนอื่น ๆ และเพื่อความชำนาญ ให้มีการเปลี่ยนกันไปบ้าง ตามความสามารถของนักเรียน นอกจากนั้นเสด็จในกรมฯ ทรงฝึกหัดการดับเพลิงให้กับทหาร และนักเรียนนายเรือ ด้วยพระองค์เอง ในสมัยนั้นมักจะเกิดเพลิงไหม้บ่อย ๆ เสด็จในกรมฯ จะเสด็จไปบัญชาการดับเพลิง ด้วยพระองค์เองเสมอ ๆ โดยไม่ทรงถือพระองค์ และจะลงมือปฏิบัติด้วยพระองค์เอง เพื่อเป็นแบบอย่าง แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความกล้าหาญ ดังเช่น ในต้นเดือนธันวาคม ร.ศ.119 (พ.ศ.2443) เกิดเพลิงไหม้ที่ตำบลบ่อนหัวเม็ดทางด้านวัดบพิตรพิมุข เสด็จในกรมฯ ทรงปีนหลังคาแล้วทำการรื้อ เพื่อจะตัดต้นไฟด้วยพระองค์เอง จนถึงกับประชวร พระวาโย 2 ครั้ง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวง ประจักษ์ศิลปาคม เสนาบดีกระทรวงกลาโหม และรั้งตำแหน่งผู้บังคับบัญชาการกรมทหารเรือ ได้ถวายรายงานขอพระราชทานบำเหน็จ เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่นายทหารและพลทหารในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงชมเชยในความอุตสาหะและความกล้าหาญ แต่ยังไม่ทรงเห็นด้วยที่จะพระราชทานรางวัล เพราะในครั้งนั้นยังไม่เคยมีรางวัล และอีกประการหนึ่ง การที่จะพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ขั้นต่ำ ๆ ก็ไม่เหมาะสมกับเสด็จในกรมฯ ดังนั้นพระองค์ ทรงให้นับไว้บวกกับความดี ซึ่งจะมีในภายหน้าที่จะได้รับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงต่อไป
การปฏิบัติงานของกองดับเพลิงนั้น ได้รับคำชมเชยอยู่เสมอ ดังเช่น
ในวันที่ 4 และ 5 เมษายน พ.ศ.2449 ได้เกิดเพลิงไหม้ขนานใหญ่ที่ตำบลราชวงศ์
กองดับเพลิงได้ทำการดับเพลิงอย่างเข้มแข็ง จนได้รับคำชมเชยดังนี้
"วันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2449 กรมทหารเรือได้ลงคำสั่งที่ 8/136 ให้ทราบทั่วกันว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสรรเสริญ ความอุตสาหะของกรมทหารเรือในการดับเพลิง ที่ตำบลถนนราชวงศ์ เมื่อวันที่ 4 และ 5 เมษายน ร.ศ.125 จึงให้กรมกองประกาศให้นายทหาร พลทหาร และพลนักเรียนทราบทั่วกัน"
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ในวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2453 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จในกรมฯ ซึ่งขณะนั้นกำลังทรงดำรงตำแหน่ง เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ทรงดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเสนาบดี กระทรวงทหารเรืออีกตำแหน่งหนึ่ง
ครั้นถึงวันที่ 14 เมษายน พ.ศ.2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้พระองค์ทรงออกจากราชการอยู่ชั่วระยะหนึ่ง รวมเวลาที่เสด็จในกรมฯ ทรงรับราชการครั้งแรก 11 ปี
 
การจัดตั้งกำลังอากาศนาวี
ความคิดในการจัดตั้งกำลังทางอากาศนาวี (Naval Air Arm) นั้น ได้มีมาตั้งแต่ พ.ศ.2464 เมื่อนายพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เสนาธิการกระทรวงทหารเรือ ทรงเสนอความเห็นต่อที่ประชุม สภาบัญชาการ กระทรวงทหารเรือ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2464 ว่า "สมควรเริ่มตั้งกองบินทะเลขึ้นใน พ.ศ.2465 โดยใช้สัตหีบเป็นถาน (ฐานทัพ) และควรเริ่มตั้งต้นซื้อเครื่องบินทะเลเพียง 2 ลำก่อน กับควรให้นายนาวาเอก พระประดิยัตินาวายุทธ (ต่อมาเป็น พลเรือโทพระยาราชวังสัน) ซึ่งกำลังดูงานอยู่ในยุโรปขณะนั้น ดูระเบียบการจัดเครื่องบินทะเลไว้ด้วย สำหรับนักบินนั้นควรเลือกนายทหารที่เหมาะสม ไปฝากฝึกหัดบินที่ กรมอากาศยานทหารบก" สภาบัญชาการฯ มีมติอนุมัติข้อเสนอนี้ ในการประชุมครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2464 และมอบให้เสด็จในกรมฯ ทรงจัดทำโครงการ (Scheme) ในเรื่องนี้ต่อไป กองการบินทหารเรือปัจจุบันจึงถือเอาวันที่ 7 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนาหน่วย และชาวบินนาวีได้ยึดถือว่า นายพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เป็นพระบิดาแห่งการบินนาวีด้วย
บันทึกการเข้า

"ประสพการณ์" ไม่มีขาย อยากได้ ต้อง "ลุย" เอง

sj92
[ ผู้ดูแลห้อง ]
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์





วันที่สมัครสมาชิก :
[ มกราคม 03, 2007 ]
« ตอบ #7 เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2012, 11:35:13 PM »

รบพิเศษ

เครดิต ท่าน kuuga

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ
เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเหล่าทหารที่เข้ารับการฝึกสุดโหดของรบพิเศษไทยอันประกอบด้วย
1 หลักสูตรจู่โจม (RANGER) กองทัพบก
2 หลักสูตรนักทำลายใต้น้ำจู่โจม (SEAL) หน่วยสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ กองทัพเรือ
3 หลักสูตรลาดตระเวนสะเทินน้ำสะเทินบก แผนกวิชารบพิเศษ ศูนย์การฝึก หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
หน่วยรบพิเศษ (Special Force) หมายถึง หน่วยทหารที่มีภารกิจหน้าที่ในการปฏิบัติการพิเศษต่าง ๆ ซึ่งต่อมา มีการพัฒนาหลักนิยมการปฏิบัติการของกองทัพ จึงได้มีคำที่คล้ายคลึงกันคือคำว่า การปฏิบัติการพิเศษ (Special Operation Force) โดยทั่วไปยังมีความหมายครอบคลุมใกล้เคียงกับคำว่า รบพิเศษ โดยในกองทัพไทยจะมีหน่วยรบพิเศษหรือ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ อยู่ในทั้งสามเหล่าทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ภารกิจ

หน่วยรบพิเศษ มีภารกิจทั่วไป 7 ประการ ทั้งนี้ อาจแตกต่างกันไป ขึ้นกับการกำหนดภารกิจและการออกแบบหน่วยของเหล่าทัพนั้นๆ คือ

 การสงครามนอกแบบ

สงครามนอกแบบ (Unconventional Warfare) เป็นการปฏิบัติที่หน่วยรบพิเศษ ต้องใช้เวลาในการทำงานมากที่สุด การปฏิบัติที่เข้าไปในประเทศฝ่ายตรงข้ามตั้งแต่ยังไม่มีสงคราม แล้วสร้างกลุ่มต่อต้านรัฐบาลขึ้นมาเพื่อบั่นทอนความมั่นคงของรัฐบาลประเทศนั้น ๆ ถ้าต้องการทำสงครามกลุ่มต่อต้านก็จะช่วยกำลังรบตามแบบในการทำการรบได้ ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงสงครามเย็น จีนได้สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในความพยายามที่จะโค่นล้มรัฐบาลไทย และมีแผนที่จะสนธิกำลังตามแบบ จากเวียดนามในขั้นตอนสุดท้าย แต่ก็ต้องพบกับอุปสรรคหลายอย่างทั้งในระดับยุทธศาสตร์และระดับยุทธการ ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยอย่างมาก สงครามนอกแบบนี้มีลักษณะคล้ายกับสงครามตัวแทน

 การป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ

การป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ (Counter Insurgency) เป็นการปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ โดยกลุ่มคนที่มีการวมตัว มีการจัดตั้ง ขึ้นมาเพื่อให้รัฐบาลปฏิบัติตามวัตถุประสงค์หรือความมุ่งหมายของกลุ่ม ตั้งแต่วัตถุประสงค์ทางการเมือง ล้มล้างรัฐบาล แบ่งแยกดินแดน จนถึงเข้าแทนที่รัฐบาล การก่อความไม่สงบนี้เป็นภารกิจที่รัฐบาลต้องระดมสรรพกำลังทั้งมวลในการแก้ไข โดยหน่วยรบพิเศษเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติ โดยจะประกอบด้วยงาน การปฏิบัติการจิตวิทยา การปฏิบัติงานด้านการข่าว การพิทักษ์ประชาชนและทรัพยากร การพัฒนาและการช่วยเหลือประชาชน การปราบปรามกำลังติดอาวุธ

โดยภาพรวมในการปฏิบัติการคือ ดำเนินการป้องกันด้วยการปฏิบัติการจิตวิทยา การข่าวเพื่อคอยติดตามว่า การก่อความไม่สงบจะเกิดขึ้นที่ไหน สาเหตุเงื่อนไขเป็นอะไร ซึ่งตัวเงื่อนไขก็จะสามารถลดลงด้วย การพัฒนาและการช่วยเหลือประชาชน แต่ถ้ามีการผิดพลาดของการข่าว การพัฒนาการช่วยเหลือไม่สมดุล ข้าราชการสร้างเงื่อนไข ประกอบกับมีแกนนำหรือกลุ่มบุคคลชี้นำหรือปลุกระดม ก็จะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้น ก็จะต้องใช้มาตรการการพิทักษ์ประชาชนและทรัพยากรคือ การสร้างความปลอดภัยให้ประชนชนไม่ว่าจะเป็นจัดชุดคุ้มครอง ลาดตระเวนแสดงกำลัง การห้ามประชาชนออกจากบ้านยามค่ำคืน การตั้งจุดตรวจ พร้อมกับใช้การข่าว การปฏิบัติการจิตวิทยา รวมทั้งทบทวนการพัฒนาและการช่วยเหลือประชาชน ในระหว่างนั้น ถ้าผู้ก่อความไม่สงบเริ่มใช้กำลังติดอาวุธ ก็ต้องใช้กำลัง เข้าปราบปราม

 การปฏิบัติการจิตวิทยา

การปฏิบัติการจิตวิทยา (Psychological Operation) เป็นการปฏิบัติเพื่อให้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายเป็นกลาง ให้มีประโยชน์ต่อการปฏิบัติภารกิจของฝ่ายเรา ไม่ว่าจะเป็นการยุยงด้วยการใช้สื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นใบปลิว การกระจายเสียง ให้ทหารชั้นผู้น้อยไม่เชื่อฟังผู้บังคับบัญชาการ ทำให้เกิดการเดินขบวนของประชาชนในการต่อต้านรัฐบาลตนเอง การสร้างความหวาดกลัวด้วยการใช้ใบปลิว ซึ่งอาจจะทำให้ข้าศึกยอมแพ้โดยไม่ต้องทำการรบ

การปฏิบัติภารกิจโดยตรง

การปฏิบัติภารกิจโดยตรง (Direct Action) ภารกิจนี้เป็นการใช้กำลังในการเข้าทำลาย ยึดที่หมายที่ต้องการ เพื่อการปฏิบัติการอื่น เช่น การยึดสนามบิน การโจมตีที่เก็บเสบียงหรือที่บัญชาการของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นภารกิจที่สิ้นเปลืองทรัพยากรมาก ตั้งแต่การสร้างหน่วยที่จะไปทำภารกิจนี้ ซึ่งจะทำเมื่อที่หมายดังกล่าวถ้าไม่ยึดหรือทำลายแล้ว ภารกิจจะไม่สำเร็จ

การลาดตระเวนพิเศษ

การลาดตระเวนพิเศษ ( Special Reconnaissance) เป็นการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจโดยหน่วยรบพิเศษโดยลำพังหรือ ผ่านทางกำลังกองโจร วัตถุประสงค์เพื่อการยืนยัน ปฏิเสธข่าวสาร สมมติฐานที่ได้มาก่อน ด้วยการตรวจการณ์ หรือวิธีการรวบรวมอื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับขีดความสามารถ เจตนารมณ์ และการปฏิบัติ ของข้าศึกหรือที่มีแนวโน้มจะเป็นข้าศึก การปฏิบัติการลาดตระเวนพิเศษอาจจะเกิดขึ้นเพื่อความต้องการการลาดตระเวนทางนิวเคลียร์ ชีวเคมี หรือเพื่อหาข้อมูลด้านอุตุนิยม อุทกศาสตร์ ภูมิประเทศ ในพื้นที่หนึ่ง

การต่อสู้การก่อการร้าย

การต่อสู้การก่อการร้าย (Combatting Terrorist) หมายถึง มาตรการการป้องกันไม่ให้มีเหตุ และติดตามกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ รวมทั้งมาตรการในการตอบโต้ เมื่อมีการก่อการร้ายเกิดขึ้น ส่วนมากบทบาทของหน่วยรบพิเศษ จะอยู่ในรูปแบบของการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการจับตัวประกันโดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่มีข้อเรียกร้องทางการเมืองระหว่างประเทศ

ในประเทศไทยมีการจับยึดตัวประกันมาแล้ว ๘ ครั้งแล้วแต่มีการใช้กำลังต่อสู้เพียง ๑ ครั้ง คือเหตุการณ์ที่โรงพยาบาลราชบุรี เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2543

การป้องกันภายในให้กับมิตรประเทศ

การป้องกันภายในให้กับมิตรประเทศ เป็นการปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือมิตรประเทศให้เกิดความมั่นคง ด้วยการสนับสนุนงานด้านต่างๆ เช่น การฝึกเจ้าหน้าที่ตำรวจ การสนับสนุนด้านการศึกษา โดยเป้าหมายคือช่วยให้มิตรประเทศมีความมั่นคง ซึ่งเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทางอ้อมและนำมาซึ่งความมั่นคงของภูมิภาค

ภารกิจคู่ขนาน

ภารกิจคู่ขนาน หมายถึงภารกิจที่มีหน่วยงานอื่นปฏิบัติเป็นหลักอยู่ในขั้นต้น โดยมีหน่วยรบพิเศษสามารถที่จะปฏิบัติการเสริมการปฏิบัติการดังกล่าวได้ กิจกรรมนี้เป็นช่องทางหนึ่งของหน่วยรบพิเศษที่จะสามารถสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารที่ไม่ใช่สงคราม ซึ่งตามหลักนิยมของสหรัฐแล้วเป็นเพียงภารกิจที่เสริมการปฏิบัติหลัก โดยเฉพาะการสร้างความชอบธรรมในการปฏิบัติการ นอกจากนี้ยังสามารถเป็นรากฐานของการปฏิบัติการอื่น ๆ เช่น การให้ความช่วยเหลือด้านการรักษาความปลอดภัย คล้ายกับการเข้าไปติดต่อเริ่มแรกและสามารถสร้างพื้นที่ในการปฏิบัติการป้องกันภายในมิตรประเทศ ซึ่งจะเป็นรูปแบบใหม่ของการเสริมสร้างกำลังกองโจรใน ศนบ. แต่เปลี่ยนจากกำลังกองโจรเป็นกำลังทหารของรัฐบาล ที่จะใช้เป็นพันธมิตรในอนาคต ในการปกป้องผลประโยชน์ร่วมกัน
 ที่มาของเรื่องทั้งหมดอ้างอิงจาก  www.armyranger.com  www.navy.mi.th  นิตยสารสารคดี

1 หลักสูตรจู่โจม Ranger กองทัพบกไทย


หลักสูตรจู่โจมที่จะเปิดการศึกษาแต่ละปีจะใช้หลักสูตรระยะเวลา 9 สัปดาห์(63วัน) หรือ 504 ชั่วโมง แบ่งภาคการฝึกออกเป็น 4 ภาค ดังนี้
- ภาคที่ตั้ง ระยะเวลา 12 วัน
- ภาคป่าที่ราบ ระยะเวลา 14 วัน
- ภาคป่า/ภูเขา ระยะเวลา 19 วัน
- ภาคป่าที่ลุ่มทะเล ระยะเวลา 14 วัน
2.การทดสอบ / ประเมินผลระหว่างรับการศึกษาในหลักสูตร
2.1 การทดสอบร่างกาย
* วิ่งตัวเปล่าในระยะทาง 3 ไมล์, 5 ไมล์ : เกณฑ์ผ่านใช้เวลาไมล์ละ 9 นาที
* เดินเร็วประกอบเครื่องสนามระยะทาง 6 ไมล์ และ 12 ไมล์ : เกณฑ์ผ่านใช้เวลาไมล์ละ 15 นาที
* เดินเร็วประกอบเครื่องสนามระยะทาง 17 ไมล์: เกณฑ์ผ่านใช้เวลาไมล์ละ 25 นาที
* เดินเร็วประกอบเครื่องสนามระยะทาง 800 เมตร : เกณฑ์ผ่านใช้เวลา 4 นาที 10 วินาที
* การเดินเร่งรีบ : ตามมาตรฐานของการฝึก ทบ.
* ทดสอบพลศึกษาก่อนเข้าภาคสนาม - ดึงข้อ เกณฑ์ผ่าน 9 ครั้ง เกณฑ์สูงสุด 20 ครั้ง/ไม่จำกัดเวลา
- ลุกนั่ง เกณฑ์ผ่าน 50 ครั้ง เกณฑ์สูงสุด 79 ครั้ง/เวลา 2 นาที


ผู้เข้ารับการฝึกทุกคน ถูกจับละเลงตัวด้วยฝุ่นดำ เหมือนกันหมด เพราะที่นี่ไม่มียศ ไม่มีร้อยโท ไม่มีนายสิบ มีเพียง
ครูกับนักเรียน
"เอี้ย เอี้ย เอี้ย" เสียงคำรามจากกองร้อยจู่โจม เมื่อการ รับน้องจะเริ่มขึ้น
สถานีฝึกรับน้องแห่งแรกคือการคืบคลานไปในบึงโคลน อันเหนียวหนืด เป็นระยะทางกว่า 100 เมตร
ไม่มีการพัก ไม่สามารถโอดครวญ จะเหม็นเน่าโสโครก เท่าใด นักเรียนก็ต้องทน


เอี้ย เอี้ย เสียงนักเรียนจู่โจมตะโกนคอแทบแตก แต่ครูฝึกบอกเสียงดังเหมือนลูกแมว

นักเรียนจู่โจมต้องพร้อมเสมอ แม้เวลาพักทาน
อาหาร สัมภาระและอาวุธก็ยังติดกาย
สนามวิบากในป่า นักเรียนต้องกระโดดข้าม
สิ่งกีดขวางอย่างฉับพลันและต่อเนื่อง
ฝึกข้ามสิ่งกีดขวางโดยไต่ไปตามเชือกเส้นเดียว
นักเรียนจู่โจมฝึกไต่ลงมาจากหน้าผาสูง
พร้อมด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์และคนป่วย
สถานีวัดกำลังใจสุดๆ ของภาคป่าและภูเขา
คือการไต่จากหน้าผาสูง 120 ฟุต ด้วยการเอาหน้าลง

ผบ. กำลังทบทวนคำลั่งยุทธการ ให้นักเรียน จู่โจมออกปฏิบัติการขึ้นบก ซึ่งพวกเขาไม่รู้หรอกว่า มันคือการว่ายทะเลโคลนหลายกิโลเมตร
ทีละคืบ...ทีละคืบ ตะเกียกตะกายคลานในทะเลโคลน เป็นเวลาร่วม 5 ชั่วโมง กว่าจะเข้าฝั่งสำเร็จ...คือความหฤโหด ที่สุดของภาคทะเล
นักเรียนตนนี้เป็นตะคริวอย่างรุนแรง เพราะอยู่ในทะเลโคลนนานเกินไป เพื่อนๆ ต้องช่วยกัน ลากขึ้นฝั่งและหามส่งโรงพยาบาลทันที
นอกจากการขึ้นบก-ทะเลโคลน นักเรียน จู่โจมยังต้องลอยคอในทะเล ว่ายเข้าหาฝั่งเป็นระยะทางกว่า
2 ไมล์ทะเล ในสถานการณ์สมมุติว่าเรือแตก รุ่งเช้านักเรียนจู่โจมตระเตรียมอาวุธ ยุทโธปกรณ์ก่อนออกเดินทางเพื่อเข้าโจมตีข้าศึก ณ พิกัด ที่ห่างออกไปประมาณ 50 กิโลเมตร เมื่อถึงการฝึกช่วงนี้ เครื่องหมาย "เสือคาบดาบ" ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว
ความรู้ทุกอย่างในวิชาทหารที่ได้รับ การฝึกสอนมา เช่น การลาดตระเวน การอ่านแผนที่ เข็มทิศ การใช้อาวุธ การซุ่มโจมตี ฯลฯ นักเรียนจู่โจม ต้องนำออกมาใช้หมดในภาคการฝึกช่วงสุดท้าย
จงภูมิใจกับความเหน็ดเหนื่อยตลอด ระยะเวลา 10 สัปดาห์ มันเป็นสิ่งที่มีเกียรติที่สุด..." นายทหารชั้นผู้ใหญ่ กล่าวแก่นักเรียน ผู้พิชิตเครื่องหมาย "เสือคาบดาบ"...ผู้พิชิตใจตัวเอง


2 หลักสูตร นักทำลายใต้น้ำจู่โจม SEAL
เครื่องหมายความสามารถของนักทำลายใต้น้ำจู่โจม นั้น
อาร์มแถบสีธงไตรรงค์ หมายถึง ชาติไทย
สมอสีเงินขัดมัน หมายถึง ทหารเรือ
ปลาฉลามสีเงินขัดมัน หมายถึง การปฏิบัติงานใต้น้ำมีความกล้า อดทน
คลื่นสีทอง หมายถึง คลื่นหัวแตกบริเวณใกล้ฝั่งที่เป็นอุปสรรคที่ต้องเอาชนะให้ได้ ด้วยความส
ามัคคี    เล่าเรื่อง seal      หลังจากที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายเรือ ผมก็เบนเข็มชีวิตตนเอง มาพิสูจน์ถึงความเป็นลูกผู้ชาย แก่นแท้ที่ฝังอยู่ภายในตนเอง คำว่านักทำลายใต้น้ำจู่โจมนั้น เป็นคำที่หลายคนทราบถึงความสามารถ ของพวกเขา และ เครื่องหมายปลาฉลามขาว 2 ตัว โต้เกลียวคลื่น มีสมอและธงชาติอยู่ตรงกลาง เป็นที่ใฝ่ฝันของเหล่าทหารกล้า ที่จะครอบครอง ผมเช่นกัน ผมอยากเป็นสมาชิกของกลุ่มเดือนแรก เป็นการเตรียมร่างกายให้ ผู้เข้ารับการฝึก หรือเรียก พวกผมว่า นักเรียนนักทำลายใต้น้ำจู่โจม ครูฝึกจะเริ่มต้นแนะนำ ทุกอย่างจะเริ่มจากง่ายไปยาก ร่างกายของพวกเราแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนั้น ก็เป็นการเปิดการฝึกในต้นเดือนที่สอง ทุกๆอย่างลำบากขึ้น เริ่มมีเครื่องช่วยฝึกเข้ามา เช่น เรือยาง ซุง หลายคนเริ่มทยอย ลาออกไป ก่อนจะถึงสัปดาห์นรก 2สัปดาห์ ผู้เข้ารับการฝึก ลาออกเป็นว่าเล่นจนเห็นเป็นเรื่องธรรมดา ในวัน ๆหนึ่งเราฝึกกันไปตามตาราง คือ วิ่ง ว่าย น้ำ PT. ซุง เรือยาง วันๆ คิดเพียงว่าเอาตัวให้รอดและปลอดภัย ไม่คิดสิ่งอื่นใด คิดแต่ว่าเดี๋ยวก็หมดวันนี้
ทุกอย่างที่ครูฝึกป้อนมามันเป็นเกมส์ที่ทำให้พวกเรามีสภาพร่างกายและจิตใจที่เข้มแข็งเพื่อเตรียมรับสภาพที่ทารุณในสัปดาห์นรก บางคนยอมแพ้ไปง่ายๆ แม้ร่างกายเขาจะไปได้แต่เมื่อคิดว่าจะต้องเจออะไรในวันข้างหน้าก็ต้องหันหลังจากไป บางคนก็เกิดบาดเจ็บไม่สามารถทำการฝึกต่อได้ ที่เหลือไม่กี่คนคือพวกที่พร้อมจะเข้าไปเผชิญหน้ากับพญามัจจุราช ในสัปดาห์นรกแล้ว

เที่ยงคืนของวันหนึ่งผมตื่นมาด้วยความตกใจ เมื่อได้ยินเสียงดังของปืน ปะทัด เสียงตะโกนโหวกเหวกของครูฝึกหลายคน พวกเราวิ่งขวักไขว่ทำตามคำสั่งของครูฝึกแล้วก็มารวมกลุ่มอยู่ตรงบ่อน้ำแข็ง แน่นอนแล้วเราต้องลงไปแช่ในนั้น หลังจากนั้นผมก็รู้ชะตากรรมของตนเองว่าจะเจออะไรอีก 5 วันข้างหน้า เวลามันผ่านไปได้ช้ามาก สิ่งที่เราฝึกก็มีเพียงเรือยางหากอยู่ในน้ำเราก็พายบนบกเราก็แบก ขึ้นเขาลงทะเลไปตามที่ครูฝึกบอกให้ไป รวมทั้งซุงที่แบกกันเป็นทีม หากมีคนใดคนหนึ่งเอาเปรียบ เพื่อนในทีมก็จะลำบากมากขึ้น หากทีมใดมีคนลาออก เพื่อนที่เหลือต้องรับน้ำหนักมากขึ้น ทุกสิ่งคือเกมส์การแข่งขันระหว่างทีม หากทีมใดมีความสามัคคีมาก ก็จะเหนื่อยน้อยกว่าทีมที่ขาดความพร้อมเพรียง มันไม่ใช่การทรมานให้เราอดทนอย่างเดียว ความอ่อนล้า,หิว,ง่วง,กระหาย,เหนื่อย ,เจ็บและ ปวด มันทำให้คนแสดงธาตุแท้ ออกมา คนอ่อนแอ,คนที่เห็นแก่ตัว,คนที่ใจไม่สู้ ทำงานร่วมทีมกับเราไม่ได้ต้องเดินออกไป วันที่สามแล้วร่างกายของหลายคนเริ่มอ่อนล้า ตาเริ่มเหม่อลอย บางคนร้องให้จะลาออกเพื่อนในทีมก็ช่วยกันปลอบ ผมเห็นน้องในทีมคนหนึ่งมีอาการไอ
หน้าแดงผิดปกติ ผมบอกให้เขาหยุดพักแต่ได้รับการปฎิเสธ เนื่องจากในสัปดาห์นรกหากใครหยุดพักเกินหนึ่งชั่วโมงก็ต้องออกไปตามกติกา คำพูดสุดท้ายที่ได้ยิน “ไม่มีปัญหา ผมสบายดีครับพี่” หลังจากนั้นเป็นชั่วโมงว่ายน้ำ และ ถอดชุดในน้ำ สิ่งที่ทำให้พวกเราตื่นจากความง่วง เหนื่อย ล้า เมื่อมีเสียงจากครูฝึกบอกให้รีบช่วยคนหมดสติขึ้นเรือยางนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน คนที่หมดสติเป็นน้องคนนั้นนั่นเอง การฝึกยังคงดำเนินต่อไป (นร.คนนั้นหมดสติในห้อง I.C.U. เป็นเวลา 3 เดือน และได้จบชีวิตลง)
วันที่ 4 ทุกคนอ่อนล้ามากขึ้น แผลตามตัวก็มากขึ้น มีข้อสอบง่ายๆให้พวกเราทำ 10 ข้อ แต่ทำกันไม่ค่อยได้ เพราะพอนั่งกับพื้นตาก็เริ่มปิดทันที สะดุ้งทีก็เพราะครูฝึกมาสะกิด ตอนนี้ผมเคลื่อนที่ไปตามแรงเฉื่อยและคอยปลอบเพื่อนร่วมทีมและตัวเองว่า “ชีวิตเราไม่ลำบากอย่างนี้ตลอดไปหรอก ทนอีกนิดหน่อย”

เราต้อนรับวันใหม่วันสุดท้ายของสัปดาห์นรกในวินาทีแรกเช่นทุกวัน วันนี้มีแบกซุงขึ้นเขาทุกคนช่วยกันใช้ทั้งเรี่ยวแรงที่เหลือ สติที่ยังพอมีร่วมแรงร่วมใจนำไปให้เสร็จภารกิจ ทีมผมขึ้นไปถึงทีมแรก และได้พักรอทีมที่เหลือ เมื่อขึ้นมากันหมดผมจำได้ว่ามีน้องทหารอากาศหมดสติ แต่ก็ได้รับการปฐมพยาบาล เมื่อฟื้น
ขึ้นมาก็สู้ต่อไป ในวันนี้เราอยู่กับซุงเกือบทั้งวัน ตกเย็นครูฝึกหลอกว่าจะจบสัปดาห์นรกหลายครั้ง และหลายคนร้องไห้ดีใจ แต่ก็ต้องผิด หวังเมื่อเกมส์ต่างๆไม่ยอมหยุดซักที ชั่วโมงสุดท้ายมาถึงไม่มีใครรู้เมื่อครูฝึกบอกให้โยนซุงทิ้ง เพื่อนร่วมทีมผมคนหนึ่งลอยตามซุงไปเมื่อทุกคนช่วยกันออกแรงดันซุงทิ้งไปเพราะ เขาหลับขณะแบกมันอยู่แต่ปลอดภัย ครูฝึกมาแสดงความยินดีผมยังคิดว่าโดนหลอก แต่มันเป็นความจริงผมหลุดจากนรกแล้ว
หลังจากสัปดาห์นรก ผมนอน กินสิ่งที่อยาก และ รักษาแผลตามตัว ผมหายง่วง หายเหนื่อย หายอยาก และ หายเจ็บ เตรียมตัวสู้ต่อไปในวันข้างหน้า

99% ของ นักเรียนที่ผ่านสัปดาห์นรกแล้วต้องจบหลักสูตรนักทำลายใต้น้ำจู่โจม หลายคนคิดว่าสัปดาห์นรกเป็นช่วงเวลาที่หนักที่สุด แต่ไม่ใช่หรอกเพราะมีเดือนนรกซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายรออยู่

ปัจจุบันมีคนนำเครื่องหมายของพวกเราไปใช้ โดยไม่เข้าใจความหมาย และความยากลำบากกว่าพวกเราจะได้มา ความศักดิ์สิทธิ์ของเครื่องหมายมีมาก เกินกว่าจะเป็นสิ่งที่ใช้ประดับบนเครื่องแบบ และ คิดว่า ทำให้ตนเอง ดูน่าเกรงขามเมื่อได้ติดเครื่องหมายหลายๆอย่างบนหน้าอก
3 หลักสูตรลาดตระเวนสะเทินน้ำสะเทินบก กองทัพเรือ (RECON)

การฝึก รี่ค่อน หลักสูตรเลือดเดือดของนักรบเลือดเหล็ก

รูปท้องทะเล ท้องฟ้า ภูเขาและหน้าผา ระหว่างสมอสองอันที่พันกันด้วยเชือก :
ภายใต้ความสามัคคีกลมเกลียวของกองทัพเรือ จะเป็นรั้วที่เข้มแข็งเพื่อคุ้มครองภัย ที่จะมาคุกคามต่อน่านน้ำ น่านฟ้า และชายฝั่งทะเลของไทย
ครุฑเหยียบโลกที่ปรากฏอยู่บนแผนที่ประเทศไทย มีสมอเสียบปักอยู่ :
เครื่องหมายกรมนาวิกโยธินที่ขึ้นตรงต่อกองทัพเรือ และปฏิบัติงานภายใต้การควบคุม และสนับสนุน จากกองทัพเรือ

ความมุ่งหมายของหลักสูตร

เพื่อให้ผู้เข้ารับการศึกษาได้รับการฝึกวิชาการ ทางทหารอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำหน่วยทหาร ขนาดเล็กปฏิบัติการรบพิเศษได้ทั้งทางบกและทางทะเล
ระยะเวลาการศึกษา
13 สัปดาห์
ขั้นตอนของหลักสูตร
ขั้นที่ 1 ภาคทฤษฎี ระยะเวลา 5 สัปดาห์
-ศึกษาทางวิชาการ ทั้งวิชาหลัก และวิชาที่สัมพันธ์กับวิชาหลัก
-การเสริมสร้างสมรรถภาพ ทั้งพลศึกษา การป้องกันตัว ว่ายน้ำ ดำน้ำ ฯลฯ
ขั้นที่ 2 ภาคปฏิบัติ ระยะเวลา 8 สัปดาห์
-ฝึกลาดตระเวนสะเทินน้ำสะเทินบก
-ฝึกการรบในป่าและภูเขา

ใครทนไม่ไหว ออกไป"
"นักเรียนรบพิเศษฯ รุ่นนี้เป็นไงหือ... อืดอาด ไม่พร้อมใจกัน รุ่นครูไม่เคยเป็นอย่างนี้"
ผมเชื่อว่าทุกคนต้องเคยถามตัวเองว่า กูจะไหวหรือ วันแรกยังขนาดนี้" นักเรียนคนหนึ่งยอมรับ อย่างเปิดใจ
นายทหารที่เข้าฝึกจะถูก "ขอยศ" ไว้ ผมที่สั้นอยู่แล้วจะถูกไถเกรียนจนเห็นหนังศรีษะ
ครูกฝึกแม้จะมียศต่ำกว่า สามารถ ออกคำสั่งcละปฏิบัติกับนักเรียนอย่างไรก็ได้ ในภาพเป็น การต้อนรับเล็กๆ น้อยๆ ด้วยการละเลงโคลนบนศีรษะ
ในวันแรก นักเรียนก็ถูกสั่ง ให้ดำผุดดำว่ายในหนองน้ำโสโครกเพื่อทดสอบกำลังใจ
พอขึ้นมาจากน้ำสีดำ นักเรียน ต้องช่วยกันแบกซุงหนักกว่า 100 กิโลกรัม แบกลงทะเล
แบกผ่านแก่ง แบกไปรอบๆ นานหลายชั่งโมง ใครกินแรงเพื่อน รู้ใจกันตรงนี้

การฝึกภาคทะเล นักเรียนต้องพายเรือและแบกเรือยาง ไม่ต่ำกว่า 80 ชั่วโมง พวกเขาจะจดจำเรือยางไปเสมอว่าคือพาหนะคู่ชีพ ของหน่วยลาดตระเวนสะเทินน้ำสะเทินบก
การไต่สะพานเชือกสองเส้น ข้ามสิ่งกีดขวาง
สองอาทิตย์สุดท้าย เข้าสู่การฝึกที่หนักหน่วงที่สุด คือการปฏิบัติภารกิจตามสถานการณ์สมมุติ ต้องอาศัยความรู้ ในการเดินป่า การดำรงชีพในป่า การโจมตี การลาดตระเวน ที่ได้ฝึกมาทั้งหมด ความหฤโหดอยู่ที่หนทางอันยาวไกล ความดิบเถื่อนของป่าเขา และไข้มาลาเรียที่ชุมที่สุดของป่าจันทบุรี กว่าจะผ่านแต่ละวันไปได้ ก็ด้วยความเหนื่อยล้าสุดทรมาน


เช้าตรู่ของวันสุดท้าย นักเรียนรบพิเศษ โรยตัวจาก ฮ. สูงจากพื้นดิน 120 ฟุต เครื่องหมายแห่งความสำเร็จ กำลังรอพวกเขาอยู่เบื้องล่าง
ผลจากการเชื่อฟังครูฝึกอย่างเคร่งครัด ทำให้พวกเขารอดชีวิตมาถึงวันแห่งความปิติ เครื่องหมายการรบ 3 มิติ ได้รับการประดับไว้ที่หน้าอก เหล่าครูฝึกเข้าแสดงความยินดีกับรีคอน รุ่นล่าสุด สงครามระหว่าครูฝึกกับนักเรียนยุติแล้ว จากนี้ พวกเขาคือ นักรบเลือดเหล็ก และจะไม่มีวันลืมความเหนื่อยยาก ความรู้ ประสบการณ์ ซึ่งได้กลายเป็นเหล็กในคนที่แกร่งยิ่งกว่าเหล็กในเรือ

**** หมายเหตุ

หลักสูตรจู่โจม บางท่านคิดว่าเป็นหลักสูตรของรบพิเศษ แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่นะครับ

หลักสูตรจู่โจมเป็นแค่หลักสูตรผู้นำหน่วยทหารขนาดเล็ก ซึ่งจะเหนือกว่าหลักสูตร นทล. หรือ หน่วยทหารขนาดเล็ก

ซึ่งหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษได้บังคับให้เรียนนั้นเพื่อที่ว่านักรบพิเศษ จะต้องเป็นครูและผู้นำหน่วยที่ดี สามารถปฏิบัติงานในพื้นที่ลำบากได้

ของหน่วยรบพิเศษของกองทัพบกนั้นมี  หลักสูตรรบพิเศษให้อยู่แล้วที่โรงเรียนสงครามพิเศษ ศูนย์สงครามพิเศษ

แล้ว ฉก.90 ก็ไม่ได้ขึ้นตรงกับ กองพันจู่โจม

แต่ 2 หน่วยนี้เป็น นขต. ของกรมรบพิเศษที่3 (กรมปฏิบัติการพิเศษ)ที่ลพบุรีครับ

กองพันจู่โจม  ฉก.90  และกองพัน รพศ.1 หรือ กองพันปฏิบัติการพิเศษ  จะทำหน้าที่ร่วมกันเป็นลูกโซ่

พัน1  จะทำงาน  ลาดตระเวนพิเศษ  และDA  ค้นหากู้ภัย สงครามนอกแบบ  ก่อวินาศกรรม

พัน จจ. จะทำการรบขั้นแตกหัก  และ ทำการรบแบบทหารราบเบา

ฉก.90 หรือ กองปพ.  จะมีหน้าที่  ต่อต้านการก่อการร้าย

ซึ่งทั้ง 3 หน่วยนี้จะต้อง ทำงานร่วมกัน 
บันทึกการเข้า

sj92
[ ผู้ดูแลห้อง ]
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์





วันที่สมัครสมาชิก :
[ มกราคม 03, 2007 ]
« ตอบ #8 เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2012, 11:36:57 PM »

เช้านี้ที่หมอชิต   Recon




บันทึกการเข้า

sj92
[ ผู้ดูแลห้อง ]
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์





วันที่สมัครสมาชิก :
[ มกราคม 03, 2007 ]
« ตอบ #9 เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2012, 11:37:35 PM »

หน่วยรบพิเศษ (ข้อมูลไทยรัฐ)



คอลัมน์ : ทีมงาน ต่วย'ตูน

          ดูเผินๆ แล้วเหมือนกับว่า ตอนนี้โลกเราอยู่ในภาวะที่ค่อนข้างสงบ แม้จะมีการสู้รบ หรือสงครามอยู่บ้าง ก็เป็นส่วนน้อย และเป็นเรื่องห่างไกลตัวเรามาก แต่อันที่จริงแล้ว การปฏิบัติการทางทหารต่างๆ ยังมีอยู่เนืองๆ ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง เพื่อจัดการกับหลากหลายปัญหา รวมถึงในบ้านเราเอง ที่ในระยะหลังก็มีการใช้หน่วยรบพิเศษเข้าไปดูแลบางเรื่อง เช่น ความรุนแรงในภาคใต้ เป็นต้น

          ว่าแล้ว ไทยรัฐ ซันเดย์ สเปเชียล โดยทีมงานต่วย'ตูน จึงระดมสรรพกำลังค้นข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยรบพิเศษต่างๆ มานำเสนอท่านผู้อ่าน เพื่อให้ได้รู้จักกับพวกเขาเหล่านี้ ที่ทำงานหนักเพื่อความสุขสงบของประชาชน




หน่วยซุ่มยิงของ SAS

          แรกเริ่มเดิมทีนั้น กองกำลังทหารในยุคก่อนๆ โน้น ก็มักจะฝึกกันแบบมาตรฐานทั่วไป คือสมัยที่ยังใช้ดาบ ก็ฝึกดาบ สมัยที่หันมาใช้ปืน ก็ฝึกปืน และยุทธวิธีต่างๆ ที่พัฒนาไปเรื่อยๆ แต่ในระยะต่อมา ความต้องการนายทหารที่มีความสามารถพิเศษก็มีมากขึ้น สันนิษฐานว่าน่าจะเริ่มมาจากกองกำลังสำคัญที่เป็นหน่วยอารักขาบุคคลสำคัญ ที่ทหารในหน่วยนี้จะต้องมีการฝึกพิเศษ ให้แกร่ง กล้า ท้าชนได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นฝีมือการต่อสู้ หรือไหวพริบปฏิภาณ

          แต่เหตุการณ์ที่ช่วยพัฒนากองกำลังทหารเป็นอย่างมาก จนก่อกำเนิดให้เกิดเป็นหน่วยรบพิเศษในหลายประเทศนั้น น่าจะเกิดจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมีการต่อสู้ในวงกว้าง และต้องการนักรบที่เก่งฉกาจจริงๆ



หน่วย SAS ขณะออกปฏิบัติภารกิจ

          ประเทศแรกๆ ที่พัฒนาหน่วยรบพิเศษอย่างเป็นเรื่องเป็นราวขึ้น น่าจะเป็นอังกฤษ โดยนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 มาจนถึงปัจจุบัน หน่วยรบพิเศษที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของดินแดนสิงโตคำรามมีอยู่ 2 หน่วยงานหลัก คือ กองกำลังพิเศษทางเรือ (Special Boat Service : SBS) และกองกำลังพิเศษทางอากาศ (Special Air Service : SAS)

          SBS ถูกตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารหน่วยนี้เชี่ยวชาญการปฏิบัติการทั้งในทะเล ชายฝั่ง แม่น้ำ นายทหารที่จะเข้ามาอยู่ในหน่วยนี้ได้ จะต้องเป็นนาวิกโยธินมาก่อน แล้วผ่านการฝึกหนัก จนทรหดอดทน สามารถว่ายน้ำได้ในระยะทางไกลๆ ทำงานได้แม้ในสถานการณ์ที่มองเห็นไม่ชัด มีไหวพริบขั้นสุดยอด และก่อนออกปฏิบัติการทุกครั้ง ต้องศึกษาข้อมูลมาอย่างเพียบพร้อมรอบด้าน

          ส่วนใหญ่แล้ว SBS มักจะออกปฏิบัติการในรูปแบบกองกำลังขนาดเล็ก เคลื่อนไหวเร็ว โดยมักจะทำงานเป็นทีมแค่ 2 คน ที่จะย่องเงียบออกจากเรือดำน้ำ แล้วพายเรือแคนูไปช้าๆเพื่อเข้าทำลายเรือศัตรู หรือตัดเครือข่ายการสื่อสารสำคัญของฝ่ายตรงข้าม รวมถึงทำหน้าที่การแทรกซึมอย่างลับๆเข้าไปในเขตศัตรู และบางครั้งยังทำหน้าที่เป็นหน่วยสืบราชการลับด้วย



กองกำลังรบพิเศษ SBS


          การปฏิบัติการ ครั้งแรกของ SBS เกิดขึ้นในชายฝั่งอิตาลี และบรรดาเกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ก่อนจะขยายเครือข่ายครอบคลุมน่านน้ำยุโรป และยังทำงานมาจนถึงปัจจุบัน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการปฏิบัติการแบบค่อนข้างลับ ท่ามกลางความมืดมิดของท้องน้ำ

          ในขณะที่หน่วย SAS นั้น เน้นการปฏิบัติการในน่านฟ้า ทำให้เป็นที่รู้จักมากกว่านับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 กองกำลังนี้สามารถปฏิบัติการลึกเข้าไปในเขตของศัตรูได้มากกว่า เช่น ในแถบทะเลทรายของแอฟริกาเหนือ และหลังจากสงครามแล้ว ก็ยังออกปฏิบัติการในหลายพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว SAS จะออกรบแบบกองโจรที่จู่โจมอย่างรวดเร็ว โดยใน SAS ยังแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่ชำนาญในการปฏิบัติการทางอากาศ ทางภูเขา หน่วยเคลื่อนที่เร็ว และกลุ่มสะเทินน้ำสะเทินบก

          ลองหันไปดูทางด้าน รัสเซีย กองรบพิเศษที่มีชื่อเสียงมากคือ Center of Special Operations : CSN ซึ่งใน CSN นี้ มีหน่วยปฏิบัติการย่อยลงไปอีก เช่น หน่วยอัลฟา เป็นหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายที่ทำงานมาตั้งแต่ ค.ศ.1974 เป็นหน่วยงานที่ว่ากันว่า รวบรวม "มืออาชีพ" เอาไว้จำนวนมากกว่า 700 นาย ที่ผ่านการฝึกหนักทั้งด้านอากาศและอาวุธต่างๆ มาอย่างหนัก และยังแบ่งภายในเป็นกลุ่มที่เชี่ยวชาญการปฏิบัติการในภูเขา กับอีกกลุ่มที่เชี่ยวชาญการต่อต้านวินาศกรรม เชี่ยวชาญด้านอาวุธ และสามารถดัดแปลงอาวุธให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้เสมอ



การฝึกเคลื่อนตัวทางน้ำของหน่วยซีล

          อีกหน่วยที่มีชื่อเสียงมากเหมือฑกันคือ Vympel ซึ่งเดิมเป็นหัวกะทิของหน่วยปราบวินาศกรรมในเคจีบีที่ถูกยกเลิกหน่วยไปแล้ว จึงได้ย้ายมาสังกัดหน่วยใหม่นี้ มีหน้าที่สำคัญในการปราบปรามการก่อการร้าย และต่อต้านวินาศกรรม เชี่ยวชาญในการปกป้องสถานที่สำคัญต่างๆ โดยเฉพาะการปกป้องโรงงานนิวเคลียร์ ทำให้ทุกเมืองของรัสเซียที่มีโรงงานนิวเคลียร์จะต้องมีกองกำลังของหน่วยงาน นี้อยู่ใกล้ๆ เสมอ

          ส่วนหน่วยรบพิเศษ ที่น่าจะมีการออกปฏิบัติการ มากที่สุดในช่วงหลังๆ นี้ น่าจะเป็นหน่วยรบพิเศษของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีมากมายหลายหน่วย เช่น หน่วยเรนเจอร์ กองกำลังทหารราบที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ ค.ศ.1755 ในช่วงสงครามระหว่างฝรั่งเศสกับอินเดีย และต่อมาก็ออกปฏิบัติการอีกหลายครั้ง แต่ก็ล้าๆ ไป จนกระทั่งเกิดสงครามเวียดนาม ที่สหรัฐฯพลาดท่าบ่อยๆ กับยุทธวิธีของเวียดกง จนเกิดความคิดว่าน่าจะมีการพัฒนาหน่วยรบพิเศษที่สามารถเคลื่อน ไหวได้รวดเร็ว ทำการอย่างมีประสิทธิภาพ กองกำลังเรนเจอร์ที่ 1 จึง กลับมาอีกครั้ง และหลังจากนั้นก็เกิดหน่วยรบพิเศษขึ้นมาอีกหลายหน่วย

          ทหารที่จะเข้าเป็นหน่วยรบพิเศษของสหรัฐอเมริกาได้ จะต้องผ่านการฝึกแบบกองโจร คุ้นเคยกับอาวุธนานาชนิด ในขณะที่ต้องเชี่ยวชาญการต่อสู้มือเปล่า สามารถปฏิบัติการในเวลากลางคืน รวมถึงต้องเชี่ยวชาญเรื่องการใช้ยาและการรักษาพยาบาลด้วย



ทหารหน่วยซีลกำลังทิ้งตัวลงจากเครื่องบิน


          หน่วยรบพิเศษที่มีชื่อเสียงมากที่สุดอีกหน่วยหนึ่งของพี่เบิ้มมะกันคือ หน่วยซีล (SEALs) หรือ US Navy Sea, Air and Land Forces สังกัดกองทัพเรือ เน้นการปฏิบัติการพิเศษ การลาดตระเวนทางนํ้า มีความสามารถในการจู่โจมใต้นํ้ามาตั้งแต่ ค.ศ.1961 ซึ่งแม้จะได้ชื่อว่าเป็นทหารเรือ แต่หน่วยซีลนี้ สามารถทำงานได้ทั้งในทะเล อากาศ และบนภาคพื้นดิน นายทหารในหน่วยซีลจะต้องผ่านการฝึกหนักในพื้นที่พิเศษ ทุรกันดาร ฝึกการต่อสู้ด้วยมือเปล่า การทำลายล้าง การกระโดดร่มจากที่สูงมากๆ ฝึกภาษา ทำให้มีคำกล่าวที่ว่า หน่วยซีลชั้นดีนั้นสามารถพูดได้แทบทุกภาษา ทำให้สามารถเข้าไปปฏิบัติการได้ทุกแห่งบนโลก และในเวลาต่อมา ก็เกิดหน่วยซีลขึ้นในอีกหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยเรา ก็มีหน่วยซีล ที่เป็นหน่วยที่ต้องผ่านการฝึกอันสุดยอดมาด้วยเช่นกัน

          แต่หากจะพูดถึงทหารสหรัฐฯในภาพกว้างๆ แล้ว ส่วนใหญ่จะถูกเรียกขานกันติดปากว่า จีไอ ซึ่งมาจากคำว่า Government Issue หรือหมายเรียกเข้ารับการเกณฑ์ทหาร และเมื่อทหารสหรัฐฯออกไปปฏิบัติการทั่วโลก ไม่ว่าจะมาจากหน่วยไหนก็ตาม ก็มักจะถูกเรียกกันรวมๆ ว่า จีไอ ในขณะที่ตุ๊กตาทหารชื่อดังที่เด็กผู้ชาย หรือแม้แต่ผู้ใหญ่สะสมกันทั่วโลกนั้น เรียกว่า จีไอโจ ซึ่งเดิมเป็นชื่อของทหารในหนังสือการ์ตูนและภาพยนตร์ แต่มาโด่งดังสุดๆ ตอนที่บริษัทผู้ผลิตของเล่นฮาสโบรได้ออกสินค้าเป็นตุ๊กตาทหารในนามจีไอโจ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1964 และขายดิบขายดีไปทั่วโลกจนปัจจุบัน



จีไอโจ จากการ์ตูนทหารยอดฮิตมาสู่จอภาพยนตร์

          และเป็นที่มาของการสร้างภาพยนตร์เรื่อง "G.I.Joe สงครามพิฆาตคอบร้าทมิฬ" ที่กำลังฮือฮาอยู่ในช่วงนี้ โดยใช้ภาพลักษณ์ทหารหน่วยรบพิเศษชั้นเยี่ยมของสหรัฐฯมาเป็นพื้นฐานของเรื่อง ในการที่ต้องต่อกรกับองค์กรลับที่คุกคามความสงบของโลกตามหน้าที่ของหน่วย ปฏิบัติการพิเศษนั่นเอง
บันทึกการเข้า

หน้า: [1] ขึ้นบน พิมพ์ 
SIAMBBGUN.COM  |  TEAMs & FIELDs  |  Airsoft's Field [เปิดสนามพูดคุย]  |  ภาคตะวันออก  |  สนามชมรมบีบีกัน ชลบุรี (ผู้ดูแล: sj92)  |  หัวข้อ: ความรู้ทางทหาร - ทั่วๆไป « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

             

 

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.10 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Link Networks
Thai language by ThaiSMF
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.155 วินาที กับ 22 คำสั่ง